2007/Aug/18

Give & Take Conversation
บทสัมภาษณ์เรื่อง การให้ กับภิกษุณีนิรามิสา นักบวชชาวไทย ลูกศิษย์ท่านติช นัท ฮันห์ แห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส

ทำไมต้อง ให้
ขออนุญาตตั้งคำถามกำปั้นทุบดินประเภท ทำไมต้อง ให้ การให้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา ในเมื่อการ รับ ทำให้เราอิ่มแปล้เปรมปรีแสนสุข แต่กลับมีหลายต่อหลายคนบอกว่าการให้คือการรับ? อีกทั้งยังเป็นการรับที่ทำให้ใจของคุณอิ่มและยิ้มหน้าบาน

หลังจากภัยพิบัติสึนามิ สิ่งที่เราเห็นคือมนุษย์อาสาสมัครหลายคนมารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายเพื่อ ให้ เงิน สิ่งของ แรงใจ แรงกาย และแรงสติปัญญา ให้กับคนที่ไม่เคยรู้จัก ให้ทั้งคนตายและคนเป็น คำถามประเภท ทำไมต้องให้ จึงเกิดขึ้น การให้ แท้จริงมีความหมายอะไรกับใจเรา เมื่อได้ลองคุยกับหลวงพี่นิรามิสา ภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสอาจ ทำให้เราทั้งที่ให้และรับ ได้ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง.

การให้มีพื้นฐานจากความทุกข์และความสุข
เมื่อคนเราสัมผัสความทุกข์ ไม่ว่ามันจะเป็นความทุกข์ในตัวเองหรือว่าเป็นความทุกข์ของคนอื่น เราจะเกิดความรู้สึก สงสาร อยากที่จะช่วย ยกตัวอย่างตอนเกิดสึนามิ มันเป็นความทุกข์ที่ชัดมาก รุนแรง และสัมผัสกับหัวใจของทุกคน เวลาที่ภาพออกไป ข่าวออกไปเขารู้สึกว่าเขาได้ลงไปอยู่ในชีวิตจิตใจ เนื้อหนังมังสาของคนที่กำลังจะตายของคนที่ถูกน้ำพัดของคนที่ทุกข์ ความที่สัมผัสความทุกข์ได้ จิตใจของเราจะมีความรู้สึกว่าร่วมในความทุกข์นั้น จากรู้สึกถึงความสงสารก็รู้สึกที่ความอยากช่วยเขา อยากให้เขาพ้นทุกข์ อันนี้เรียกว่าความกรุณา

ขณะเดียวกันถ้าเรามีโอกาสที่จะสัมผัสอะไรที่เป็นความสุข หมายถึงความสุขที่แท้จริง เช่น ความคิดดีๆ สัมผัสกับความสุข ความนิ่งภายใน ความคิดที่ดีๆ เราจะรู้สึกถึงสิ่งที่ดี และความรู้สึกที่อยากจะให้คนอื่นเป็นอย่างนั้น มันจะเกิดขึ้นโดยปริยาย เรียกว่า เมตตา
ทั้ง เมตตาและกรุณา เป็นหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ซึ่งพรหมวิหาร 4 นี่เองที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์เรียกว่า รักแท้ หรือ True love

ความเมตตา คือ ความตั้งใจและความสามารถที่ อยากจะให้คนอื่นมีความสุข
ความกรุณา คือ ความตั้งใจและความสามารถที่ อยากจะให้คนอื่นพ้นทุกข์

บ้านเราจะเรียกว่าพรหมวิหาร 4 เฉยๆ แต่ที่หมู่บ้านพลัม หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ท่านเรียกว่าเป็น true love หมายถึง ความรักที่แท้จริง อาจจะเป็นเพราะบ้านเรากลัวคำว่า รัก กลัวจะหาว่าเป็นรักทางกาย แต่รักในที่นี้หมายถึงรักที่แท้จริงซึ่งมีองค์ประกอบของพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ที่มนุษย์ทุกคนมี

พลังกรุณา
ในทางจิตวิญญาณเชิงพุทธ เรากล่าวว่าเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในจิตใต้สำนึก เป็นเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในห้วงลึกของจิตมีมากมาย หลากหลายเมล็ดพันธุ์ และพร้อมที่จะงอกออกมา อาจเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตาความกรุณา เป็นเมล็ดแห่งความใจดี เมล็ดพันธุ์แห่งการให้อภัย หรือจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธก็ได้ ทุกคนมีหมด เพียงแต่ว่าเมล็ดนั้นใหญ่หรือเล็ก ถ้าบางคนเมล็ดพันธุ์แห่งการให้ใหญ่ก็จะเป็นคนใจดี ชอบให้ ชอบทำบุญ อยู่ที่ว่าทำบุญฉลาดหรือไม่ฉลาด

บางคนเห็นคนอื่นทุกข์ปุ๊บก็รู้สึกว่าอยากจะช่วยเขาให้พ้นทุกข์ อย่างนี้ก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความกรุณามาก ถ้าบางคนที่ไม่ได้บ่มเพาะตรงนี้ หรืออาจจะไม่ได้มีการเติบโตเลี้ยงดูมา หรือ ตกทอดมาในเรื่องของเมล็ดพันธุ์เหล่านี้น้อย ก็อาจจะมีน้อยลง เมื่อเห็นคนอื่นทุกข์ก็ไม่รู้สึกอยากช่วย อาจเพราะมีเมล็ดพันธุ์ ในแง่ลบที่แรงกว่าอยู่ข้างใน แต่หลวงพี่คิดว่าการที่จะช่วยกัน รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งการให้หรือความเมตตาเป็นสิ่งที่สำคัญ มันจะช่วยให้คนมีจิตอาสามากขึ้น

สำหรับอาสาสมัครที่เกิดจากเหตุการณ์อย่างสึนามิ หลวงพี่คิดว่า เกิดขึ้นเพราะส่วนหนึ่งเมืองไทยเป็นเมืองใจบุญ เป็น เมืองที่ถูกบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการทำบุญมานาน อันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษแห่งแผ่นดินสยาม และ เมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติใหญ่ๆ จึงได้มีการรดน้ำเมล็ดพันธ์แห่งความใจบุญ ความกรุณา คนจึงแห่กันไปช่วย เมื่อได้ดู โทรทัศน์ ได้ฟังข่าวก็เกิดความรู้สึกร่วม มีความทุกข์ร่วม พอมีความทุกข์ร่วมก็เกิดความสงสารอยากจะช่วย นี่คือพลังแห่ง ความกรุณา ขับรถพากันลงไปช่วย แต่ในขณะที่ทำเราต้องรู้วิธีที่จะทำ รู้วิธีที่จะช่วย ถ้าไม่รู้วิธีก็จะ ไม่ได้ช่วยเขา ไม่ได้ช่วยเราด้วย

ความตั้งใจอย่างเดียวไม่พอ
หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ที่หมู่บ้านพลัมก็จะพูดเสมอว่าตั้งใจ ไม่พอ ต้องมีความสามารถด้วย และความสามารถจะได้มาก็ ด้วยการฝึกฝน

ถ้าหากมีความตั้งใจ แต่ไม่มีความสามารถที่จะให้ เราก็จะ ไปไม่ถูกทางคือ ให้ไปแล้ว เรา burn out เราแย่ เราท้อแท้ เราทำไปๆ แล้วทำไมยิ่ง negative มองแง่ลบ อคติมากขึ้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า เราอยากให้เพราะเราเห็นสิ่งที่มันขาด เห็นคนนั้นขาดอะไรไป หรือคนนี้ทุกข์อะไร แต่ถ้าเราไม่รู้วิธีที่จะเข้าใจความขาด ไม่เข้าใจความทุกข์ของเขา เราก็อาจจะเสียศูนย์ของตัวเอง ความไม่เข้าใจ คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเกิดความทุกข์ สุดท้ายอาจจะกลายเป็นว่าเรานั่นแหละที่ถือเอาความทุกข์ของเขาไปด้วย

ก่อนที่เราจะให้คนอื่นได้ เราต้องมีความสามารถที่จะให้ตัวเองก่อนคือตัวเองสามารถที่จะสัมผัสอะไรที่เป็นความสุขได้ อย่างง่ายๆ เช่น เราเดินออกไปข้างนอกตอนเช้า เราเห็นดอกไม้ เรายิ้มให้ดอกไม้ได้ เราเห็นเด็กเดินผ่าน เรามีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่เราสามารถที่จะทำได้ มันคือการรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้รับและเราก็อยากให้ เพราะเรามีอยู่ ฉะนั้นถ้าเราอยากจะให้ แต่ว่าเราไม่มีอะไรในตัวเอง เราเหือดแห้ง การให้ของเรามันก็จะเป็นสิ่งที่เหือดแห้ง มันไม่ใช่การให้ที่แท้จริง

เราต้องมีวิธีที่จะบ่มเพาะตัว เราให้มีอะไรที่จะให้ แต่ก็ไม่ใช่หมายถึงว่าตัวเราต้องมีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วถึงไปให้ได้ แต่หมายถึงว่าในทุกวัน วิถีชีวิตของเราต้องมีวิธีที่จะดำรงอยู่เพื่อบ่มเพาะความสามารถของตัวเรา และเราทำมันอยู่เสมอ การมีอะไรในตัวเองนี้หมายถึงในแง่ของจิตวิญญาณ ไม่ใช่ในแง่ทางธุรกิจที่จะต้องมีเงินทอง การมีในแง่ของจิตวิญญาณ คือ ในแต่ละวันเราต้องรู้วิธีที่จะให้กับตัวเองให้รอยยิ้มกับตัวเอง

ถ้าเราสังเกตดู คนที่ไม่รู้วิธีที่จะอยู่อย่างเป็นสุข เขาก็ให้คนอื่นยากเพราะว่าตัวเขาเองยังตกอยู่ในความทุกข์ การอยู่ให้เป็นสุขคือมีวิธีอย่างไรที่จะคิดให้เป็นแง่บวก คิดอย่างไรให้สร้างสรรค์ คิดอะไรที่เป็นประโยชน์ ถ้าเกิดว่าเราตื่นขึ้นมาปุ๊บ เห็นอันนั้นก็ไม่ชอบ ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้ ฟังข่าว ทำไมอย่างงี้อีกแล้ว ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกเป็นแง่ลบ พลังของเราก็จะลดหายลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคนทำงานถึงแม้ทำงานดี ทำงานที่เรียกได้ว่าเป็นงานกุศล แต่บางทีเรากลับท้อแท้ ทัศนคติดีๆ เริ่มหายไป ความสดใส การมองโลกสร้างสรรค์หดหาย เพราะว่าเราไม่รู้วิธีที่จะดูแลตัวเอง วิธีที่จะรักษาความคิดแง่บวก ความคิดสร้างสรรค์

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติทางธรรม การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ คือการใช้ชีวิต ซึ่งหลายๆ อย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเราเอง กำลังบริโภคอะไร จะอ่านหนังสืออะไร จะฟังเพลงอะไร จะสนทนาเรื่องอะไร เพื่อให้เกิดสิ่งที่รู้สึกว่า เราได้รดน้ำเมล็ดพันธุ์ดีๆ ในตัวเรา คุยกันเรื่องนี้แล้ว เราเข้าใจกันมากขึ้น เรารักกันมากขึ้น ฟังเพลงนี้แล้วเรารู้สึกเรามีพลัง มีกำลังใจ หรือว่าอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเรารู้สึกทำให้เราเห็นอะไรชัดขึ้น แล้วก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น มันอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน เราดำเนินชีวิตยังไง เราบริโภคอะไร ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางใจ ทางกาย เป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ต้องทำให้อุดมคตินั้นอยู่ในวิถีชีวิตของเรา เพราะนี่คือสิ่งที่จะหล่อเลี้ยงทำให้จิตอาสาของเราอยู่ไปได้นานๆ แล้วก็สร้างสรรค์ไปได้เรื่อยๆ เพราะเรารู้วิธีที่จะให้และรักษาพลังของตัวเองได้

พลังเมตตา
พอเรารู้วิธีที่จะให้กับตัวเองทุกวันเป็นพื้นฐานแล้ว จะง่ายที่เราจะให้กับคนอื่น ยิ่งเรามีความสุข มีความสุขที่แท้จริง ความรู้สึกที่อยากให้จะมาเอง พลังที่อยากจะให้เป็นพลังเมตตา เมื่อเราได้ เราก็อยากจะให้ และพลังนี้มันก็จะเชื่อมโยงกับความกรุณาและเมื่อเราสัมผัสความทุกข์ของผู้อื่น ด้วยความที่เรารู้ว่าความสุขเป็นอย่างไร เราก็อยากจะช่วยเขาหลุดออกมา แต่ตัวเราเองต้องรู้วิธีที่จะช่วยตัวเราหลุดออกมาด้วย หรืออย่างง่ายๆ เลย เมื่อเราหงุดหงิดปุ๊บ เรารู้วิธีว่าจะทำยังไงให้เราหายหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าพอหงุดหงิดปุ๊บก็หงุดหงิดต่อๆ ไป ตลอดทั้งวัน แล้วมันย่อมทำให้คนอื่นรู้สึกหงุดหงิดรำคาญไปด้วย แต่หากเราหงุดหงิดแล้วรู้วิธีที่จะกลับมาอยู่กับตัวเอง ดูแลตัวเองได้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่หมู่บ้านพลัมเราจะสอนอย่างชัดเจนว่าให้เรากลับมาอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าก็ผ่อนคลาย หายใจออกก็ผ่อนคลายซึ่งมันเป็นเรื่องที่พื้นฐานมาก ลมหายใจอยู่กับเราเสมอ แต่บางทีเราก็มักจะลืม เมื่อเรากลับมาดูแลตัวเอง ออกไปชมดอกไม้ หรือ ออกไปยืนตรงหน้าต่าง ชมวิวข้างนอก รับอากาศบริสุทธิ์ อยู่กับลมหายใจ ความหงุดหงิดก็จะคลาย

เมื่อเรารู้แล้วว่า เราทุกข์ เราหงุดหงิด เราเป็นอย่างไร เมื่อเวลาที่เราเห็นคนอื่นหงุดหงิด เราจะเข้าใจเขา เราก็จะหาวิธี ให้เขาได้ ชวนเขาออกไปเดินเล่นหรือนั่งดื่มกาแฟด้วยกัน เพราะว่าเราเคยผ่านสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเราเอง แต่ว่าถ้าเราไม่ได้เห็น ด้วยตัวเองก่อน เราจะไม่เข้าใจ บางทีกลายเป็นว่าเรายิ่งไปวิพากษ์วิจารณ์เขา ว่าทำไมเขาเป็นอย่างนี้ แย่จังเลย

พลังแห่งมุทิตาจิต
เมื่อเราเห็นผู้อื่นมีความสุข หรือ อยู่ในสถานการณ์ที่ผู้อื่นเป็นสุข แล้วเราสามารถพลอยชื่นชมยินดีไปกับความสุขนั้นด้วย อันนี้คือพลังแห่งมุทิตาจิตซึ่งจะยิ่งนำความสุขมาให้เรามากขึ้น พร้อมกับเป็นการฝึกให้เราไม่มีนิสัยเป็นตัวตนที่คิดเปรียบเทียบ คือ เป็นปมเด่น ว่าฉันแน่กว่า หรือ เป็นปมด้อย ว่าฉันแย่กว่า หรือ เป็นปมเสมอ ว่าฉันก็พอๆกับเขาไม่แพ้เขา นิสัยความคิดอันเป็นปมทั้งสามนี้นำความทุกข์มาให้ทั้งสิ้น และทำให้เราเกิดความอิจฉาริษยา แก่งแย่งกัน งานอาสาของเราก็จะมีอุปสรรคที่จะเข้าถึงการทำงานแบบร่วมไม้ร่วมมือกัน ด้วยความรักฉันพี่น้องที่แท้จริง

รักอันไม่แบ่งแยก พลังแห่งอุเบกขา
ไม่มี ฉันเป็นผู้ให้ เธอเป็นผู้รับ

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ เราต้องลบความรู้สึกที่ต้องมีผู้ให้กับผู้รับ ถ้าเราไม่ลบตรงนี้ออก ยังมีความรู้สึกว่า ฉันเป็นผู้ให้ เธอเป็นผู้รับ มันจะไปสู่หนทางที่ทำให้เรามีอีโก้มากขึ้น มีอัตตามากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเราทำไปนานๆ เราจะเสียความอ่อนน้อมถ่อมตน จะกลายเป็นคิดว่าตัวเองเป็นผู้มาช่วยปลดความทุกข์ ช่วยชีวิตคน เราเป็นผู้ให้ แล้วก็มีคนที่เป็นผู้รับ

การจะหลุดออกไปจากตรงนี้ เป็นการปลดความคิดที่คิดว่ามีผู้ให้และมีผู้รับ ซึ่งเรียกว่าความคิด 2 ขั้ว ถ้าปลดความคิดนี้ได้ เราจะเห็นว่าในความรู้สึกที่ว่าเราเป็นผู้ให้-ผู้รับ กับ การให้ ทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกออกจากกัน เพราะทุกขณะที่เราทำ เรามีความสุข เรามีความสุขที่จะเห็นคนได้ทานข้าว เรามีโอกาสได้ให้ เราเกิดความสุขใจ ความรู้สึกที่เขากำลังทานข้าวอยู่ นั่นคือเขาก็ให้เราด้วย ให้ความรู้สึกดีๆ กับเรา

วิธีการให้ควรเป็นไปอย่างตระหนักรู้ เป็นอย่างมีสติ รู้ว่าเรา ให้เพื่อให้ ให้เพราะว่ามันมีการขาดอยู่ตรงนั้น แล้วเราก็ให้เพื่อที่จะให้ ให้เขาได้รับ แต่เราไม่ได้ให้เพื่อที่จะหวังอะไรลึกๆ ข้างใน ไม่ได้หวังให้ตัวเองรู้สึกดี การได้ทำอะไรดีๆ บางครั้งมันก็เป็นธรรมดา มนุษย์ต้องรู้สึกอย่างนั้นได้ คืออยากรู้สึกว่าเราเป็นคนดี อยากให้คนอื่นมองเราดี มองเราเป็นคนใจบุญ เราเป็นคนมีอุดมคติ แต่ถ้าเราไม่ระวังก็จะกลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงอัตตา หรืออีโก้ข้างในตัวเรา เพราะจริงๆ การทำความดีแล้วมันก็อยู่ตรงนั้นเท่านั้นเอง

รักแท้ในพุทธศาสนา คือ เรื่องของพรหมวิหารสี่ หมู่บ้านพลัมหมายถึงความรักอันไม่แบ่งแยกและเต็มไปด้วยความเข้าใจ เมื่อเรารู้จักที่จะให้จริงๆ รู้จักว่าจะให้อย่างไร เราก็ให้ความรักในตัวเราด้วย เพราะฉะนั้นทุกเวลาที่ทำงาน ต้องทำให้เห็นว่า ผู้ให้กับผู้รับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกออกจากกัน มันไม่มีอะไรที่เราดีกว่าเขา เราโชคดีกว่าเขา จริงๆ มันไม่ใช่ มันเกิดขึ้นเพราะว่าเหตุปัจจัยที่เราอยู่ตรงนี้ เรามีเหตุผลพอที่เราจะช่วยเขาได้ เรามีพลังหรือทรัพย์สิน อะไรก็แล้วแต่ที่มันเกิดขึ้น เหตุปัจจัยที่อีกฝ่ายหนึ่งเกิดพายุ มันมีเหตุผล มีเงื่อนไขที่เรามาเจอกัน เราถึงได้มาพบกัน แล้วเราก็มีการกระทำที่ดี ช่วยให้เขาดีขึ้น เรามีความเบิกบาน เราก็ต้องขอบคุณที่มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

_______________________________

รู้จัก ท่าน ติช นัท ฮันห์ และ หมู่บ้านพลัม
ท่านติช นัท ฮันห์ เป็นพระมหาเถระชาวเวียดนามในพระพุทธศาสนานิกายเซนมหายาน เป็นกวี นักเขียน ทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ นอกจากนี้ยังเป็นพระท่านหนึ่ง ที่บุกเบิกความคิดที่ว่า พุทธศาสนาจำเป็นต้องรับใช้สังคม เข้าไปอยู่ในทุกวิถีชีวิต และพุทธธรรมเป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับยุคสมัยได้ งานเขียนและคำสอนของท่านได้รับความนิยมไปทั่วโลกในทุกกลุ่มชน ในวัฒนธรรมและศาสนาต่างๆ ตัวอย่างผลงานเขียน เช่น ปาฎิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ สันติภาพทุกย่างก้าว คือเมฆสีขาวทางก้าวเก่าแก่ ปัจจุบันเป็นเวลาอันประเสริฐสุด เมตตาภาวนา : คำสอนว่าด้วยรัก ฯลฯ

ท่านติช นัท ฮันห์ ยังได้จัดตั้ง หมู่บ้านพลัม (Plum Village) ขึ้น ณ ประเทศฝรั่งเศส อันเป็นชุมชนแบบอย่างการปฏิบัติธรรมแห่งพุทธบริษัท 4 ที่เน้นการเจริญสติในชีวิตประจำวันอย่างตระหนักรู้ในแต่ละลมหายใจเข้าออก และกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ในชุมชนปฏิบัติธรรมแห่งหมู่บ้านพลัมมีทั้งสิ้น 12 แห่ง อยู่ในประเทศฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน และเวียดนาม นอกจากนี้มีกลุ่มปฏิบัติธรรมตามแนวทางของท่านติช นัท ฮันห์ (สังฆะ)กระจายอยู่หลายประเทศทั่วโลกเกือบหนึ่งพันกลุ่ม

2007/Aug/18

ทำไมชีวิตครอบครัวจึงมักเริ่มต้นด้วยความสดชื่นดังดอกไม้แรกแย้ม แต่ไม่นานก็กลับแห้งเหี่ยวร่วงโรย

การดูแลรักษาชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว ไปจนถึงชีวิตที่กำลังจะเกิดใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาศัยความรัก ความเอาใจใส่อย่างมาก

พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ให้ความสำคัญกับเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สถาบันครอบครัว ความรัก ความสมานฉันท์ระหว่างสามีภรรยา รวมทั้งเด็กๆ

ครอบครัวเดี่ยวก็คือประดิษฐกรรมแห่งยุคปัจจุบัน นอกจากแม่และพ่อแล้ว ก็มีเพียงลูกอีกหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น บางครั้งในครอบครัวเล็กๆ แบนนี้มีอากาศไม่พอที่จะหายใจ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นระหว่างพ่อแม่ ครอบครัวทั้งหมดจะรู้สึกกระทบกระเทือนไปด้วย บรรยากาศของบ้านจะหนักอึ้ง และไม่มีที่จะหลีกหนีไปไหนได้ บางครั้งเด็กอาจจะหลบเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ และปิดประตูใส่กลอนเพื่อที่จะอยู่ตามลำพัง แต่ก็ยังคงไม่มีทางหนี บรรยากาศที่หนักอึ้งยังคงแทรกซึมตามเข้ามาในห้องน้ำด้วย เพราะฉะนั้นเด็กๆ จะเติบโตขึ้นพร้อมกับเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมาน และจากนั้นก็จะถ่ายทอดเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไปสู่ลูกๆ ของเขาต่อไป

วิธีที่จะหยุดบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมานให้กับบรรพบุรุษและลูกหลานของเรา คือ การฝึกปฏิบัติ ซึ่งได้แก่ การตามลมหายใจ การเฝ้าดูภาวะจิตใจในปัจจุบัน เรียนรู้วิธีการเริ่มต้นใหม่ การฝึกรับฟังอย่างลึกซึ้ง การฝึกพูดจาด้วยถ้อยคำแห่งรัก เป็นต้น

การฝึกปฏิบัติเช่นนี้เป็นการคลายเงื่อนปมในใจเราและคนรอบข้างเรา ช่วยก่อให้เกิดความสงบสุข ความชื่นบาน มิตรภาพไมตรี และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อตนเอง

เราจะปฏิเสธได้อย่างไรเล่าว่า ความสุขของคนคนหนึ่ง หาใช่ความสุขของครอบครัว

ท่านติช นัท ฮันห์เคยมีความคิดอยากก่อตั้งหลักสูตรหนึ่งชื่อว่า สถาบันเพื่อความสุขของคนคนหนึ่ง ซึ่งว่าด้วย การมองอย่างลึกซึ้ง
การมองอย่างลึกซึ้ง คือ การฝึกปฏิบัติเพื่อมองเห็นตนเองอย่างแท้จริง เราสามารถมองเห็นทั้งดอกไม้และขยะที่หมกมมในตนเอง สิ่งเหล่านี้ตกทอดมาจากบรรพบุรุษและสังคมของเรา เมื่อจบหลักสูตรแล้ว ผู้ได้รับการฝึกปฏิบัติจึงจะมีความพร้อมพอที่จะแต่งงานได้

ที่หมู่บ้านพลัม มีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยไปฝึกปฏิบัติและแต่งงานที่นั้น หนึ่งอาทิตย์ก่อนแต่งงาน แทนที่จะเตรียมงานแต่งงานอย่างที่เราคุ้นกัน พวกเขามาฝึกปฏิบัติที่หมู่บ้านพลัมแทน เพื่อ ที่จะเตรียมตัวเองให้พร้อมกับการมีชีวิตคู่ พวกเขาจะมีหลวงพี่ใหญ่คอยดูแลให้คำปรึกษาเสมือนเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว หลายคนพาครอบครัวมาด้วย ทั้งพ่อแม่ลูก พวกเขามาฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะแปรเปลี่ยนตนเอง หลวงพี่นิรามิสา ภิกษุณีหมู่บ้านพลัมกล่าว

เป็นปกติ เมื่อเราตกลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ เราย่อมต้องเห็น ฟัง ประสบ สิ่งที่เราไม่พบเคยเห็นอีกฝ่ายหนึ่งมาก่อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจ ความไม่เข้าเข้าใจ เมื่อไร้การสื่อสารระหว่างกัน ช่องว่างความไม่เข้าใจกันกว้างขึ้น เกิดความเบื่อหน่าย และในที่สุดความสัมพันธ์ก็ร้าวฉาน

การมองอย่างลึกซึ้งทั้งภายในตนเองและคู่รักจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

สมาธิภาวนาก็คือการมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในธรรมชาติของสิ่งต่างๆ รวมทั้งธรรมชาติของตัวเราและคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เมื่อเราเห็นธรรมชาติของคนคนนั้น เราจะค้นพบความยุ่งยาก ความปรารถนา ความทุกข์ทรมาน และความวิตกกังวลของเขา ท่าน ติช นัท ฮันห์ เขียนในหนังสือศานติในเรือนใจ

ฉะนั้นการฝึกปฏิบัติ จึงมิใช่เพียงกุญแจของการเข้าสู่ความสุขสงบส่วนตัว หากเป็นการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อกันและกัน การฝึกปฏิบัติฟังอย่างลึกซึ้ง และพูดต่อกันด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนเป็นอีกหนึ่งการฝึกปฏิบัติที่สำคัญด้วยเช่นกัน

วิธีดูแลรักษาความสัมพันธ์อย่างหนึ่งก็คือ การเริ่มต้นใหม่ในความสัมพันธ์ เป็นพิธีกรรมที่เราทุกคนจะมานั่งล้อมวงกัน โดยมีแจกันดอกไม้ที่สวยงามตั้งไว้ตรงกลาง แต่ละคนตามลมหายใจเข้าออก และน้อมนำตนเข้าสู่พิธี พิธีนี้มีอยู่สามขั้นตอน

เริ่มแรกคือรดน้ำดอกไม้ เราเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยตระหนักรู้ถึงดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้า มองเห็นความงดงามที่คนตรงหน้าได้เคยทำให้เรา เราจะกล่าวขอบคุณความดีของตัวด้วยความจริงใจ ไม่ใช่การยกยอ เราอาจจะขอบคุณในกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงความมีน้ำใจของเขา การทำเช่นนี้ทำให้เราสามารถมองเห็นความดีในตัวเขาและช่วยรดน้ำเมล็ดพันธ์ที่ดีงามในตัวเขาด้วย

ขั้นตอนที่สอง คือการแสดงความเสียใจในสิ่งที่เราอาจทำให้คนอื่นเจ็บปวด การพูดโดยไม่คิด การกระทำบางอย่างของเราสามารถทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ ขั้นตอนนี้เปิดโอกาสให้เราระลึกถึงมันและตั้งใจมั่นที่จะไม่ทำมันอีก

ขั้นตอนที่สามคือการแสดงความเจ็บปวดในใจอย่างตรงไปตรงมาด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวานไพเราะ หาใช่พูดเพื่อเยินยอ หาใช้พูดเพื่อตำหนิติเตียนหรือบ่อนทำลายความรู้สึกของกันและกัน แต่เพื่อบ่มเพาะความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ในระหว่างที่เราอยู่ท่ามกลางวงพิธีเริ่มต้นใหม่ เราฝึกที่จะฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ ฟังอยากไม่พยายามตัดสิน หรือโต้เถียง การใส่ใจของเราสำคัญมากที่จะช่วยเยียวยาคนที่อยู่ตรงหน้าเรา

เราอาจจบพิธีกรรมด้วยการร้องเพลง จับมือกัน หรือ ภาวนาด้วยการสวมกอด ซึ่งจะช่วยให้การเยียวยาในก้าวแรกมั่นคงมากขึ้น

หากท่านต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง พิธีเริ่มต้นใหม่ และ ศิลปะการดำเนินชีวิต และ รักษาความสัมพันธ์ ท่านสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ ศานติในเรือนใจ ของสำนักพิมพ์ โกมลคีมทอง เขียน โดย ติช นัท ฮันห์ แปลโดย ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์
หรือติดต่อกับทางทีมอาสาสื่อสารและประชาสัมพันธ์ การเยือนเมืองไทยอย่างเป็นทางการของ ท่านติช นัท ฮันห์

2007/Aug/13

12 กรกฎาคม 2547

เมฆสีขาวรวมตัวกันลอนละล่องบนฟ้าใส แดดแสงจ้าบ่งบอกถึงอารมณ์ดีของท้องฟ้า สายน้ำไหลเอื่อยสงบนิ่ง ผินดินที่ปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวสดชุ่มชื้นไปด้วยสายฝนของค่ำคืนที่ผ่านมา พื้นที่ 32 ไร่ กว้างไกลราวไร้ขอบแดนมีเพียงรั้วลวดหนามขึงรอบอาณาบริเวณเท่านั้น

ใครจะคิดว่าที่นี้คือ สถานพินิจเด็กและเยาวชน

-1-

ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบัานกาญจนาภิเษกแห่งนี้มี ป้าใหญ่ใจดีอย่าง คุณทิชา ณ นคร หรือ ป้ามล ชื่อที่เด็กๆเรียกได้อย่างสนิทใจ เป็นผู้อำนวยการศูนย์แห่งนี้ได้เกือบขวบปีแล้ว ด้วยบุคลิกที่เปิดเผย อ่อนโยน และเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ที่จะช่วยเหลือเด็กๆอย่างใจจริงของป้ามล ทำให้สถานที่นี้เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเด็กๆ

ป้ามลบอกพวกเราว่า บ้านกาญจนาภิเษกแตกต่างจากที่อื่น เรามองเด็กเป็นวัยรุ่นที่ก้าวพลาด แต่ไม่ใช่เป็นฆาตกร เราทำที่นี้ให้เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเด็กๆ แม้ประตูบ้านของเขาจะไม่เปิด แต่ประตูบ้านกาญจนาภิเษกจะเปิดรอพวกเขาอยู่เสมอ ที่นี้พวกเขามีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง ส่วนสถานพินิจอื่นนั้นเพียงแต่จำลองคุกของเด็ก คิดว่าเป็นที่คุมขังคนผิด โจร ฆาตกร ไอ้หื่นขมขื่น สมควรโดนลงโทษ เพื่อให้หลาบจำและสอนวิชาชีพต่างๆโดยหวังว่าจะมีอาชีพต่อไป แต่บ้านกาญจนาภิเษกไม่ฝึกอาชีพ แต่เราต้องการแก้วิธีคิดที่ชำรุด เมื่อเขาออกไปจะได้ไม่ทำผิดพลาดอีก

บ้านกาญจนาภิเษกไม่ใช่ คุก
เยาวชน ไม่ใช่ นักโทษ
เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ ผู้คุม
ที่นี้คือบ้านทดแทนชั่วคราว สำหรับวัยรุ่นที่ก้าวผิดจังหวะ
(แนวคิดของบ้านกาญจนาภิเษก)

-2-

"เล็ก" เด็กชายชาวกรุงเทพฯ ตัวเล็กผิวคล่ำ อายุ 16 ปี รอยยิ้มที่มุมปากน้อยๆ บอกว่าเขาสบายดี เมื่อเอ่ยปากถึงความเป็นอยู่ของที่นี้ เขาบอกว่า

"สบายมาก ถ้าเทียบกับ บ้านอื่นๆ เมตตา กรุณา มุฑิตา กรุณา อุเบกขา เด็กๆเลย บ้านนี้ไม่มีขาใหญ่ ทุกคนมีหน้าที่ส่วนของตัวเอง"

เขานำเราไปยังห้องพัก มันไม่เล็กไม่ใหญ่สำหรับคน 4 คน มีโทรทัศน์ พัดลม พร้อม ดูเหมือนหอพักที่มีทิวทัศน์สวยงาม มากกว่าที่กักขัง

"ที่นี้อิสระ เมื่อวานพวกผมเพิ่งไปเดินซื้อของที่โลตัส เขาก็อนุญาตให้ออก แต่อย่าเกเร อย่าเกม (เกมแปลว่า หนี)

ทำไมถึงมาอยู่ที่นี้ อยู่นานกี่ปีแล้ว ฉันถาม

"2ปีกว่าๆ อยู่ที่บ้านเมตตา กรุณาก่อน แล้วมาอยู่ที่นี้ปีกว่า ข้อหาคือ ปล้น ผมกับเพื่อนปล้นแท็กซี่ เวลาใครถามผม ผมก็บอกว่าเพื่อนชวน เวลาใครถามเพื่อน มันก็บอกว่าเพื่อนชวนเหมือนกัน" เขายิ้มและส่ายหน้ากับตัวเอง

"เพื่อมันปาดคอแท็กซี่ด้วย แต่เขาไม่ตายหรอกน่ะ"

เล็กปล้นมากี่ครั้งแล้ว?

"ปล้นแท็กซี่มา 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดได้ 800 กับมือถืออีกเครื่อง แล้วก็เคยปล้นห้าง"

ไม่สงสารคนขับแท็กซี่ที่เป็นลุงแก่ๆบ้างหรือ?

"ผมปล้น ผมเลือกคนน่ะ ลุงแก่ๆ ผมไม่ทำหรอก เลือกคนหนุ่มๆหน่อย"

แล้วที่บ้านจนเหรอ เล็กถึงปล้น

"เปล่าเลย บ้านผมขายม้า พี่ผมก็ขาย"

แล้วเคยคิดไหมว่าถ้าบ้านเราไม่ขาย เราจะไม่เป็นแบบนี้

"ไม่หรอก แม่ผมก็ดูและดี ให้เงิน ผมเล่มม้าแม่ก็ด่า"

คิดอย่างไรกับป้ามลบ้าง

"ป้ามลดี ให้โอกาส ทำผิดก็อภัยให้"

คิดว่าระหว่างที่นี้กับสถานพินิจที่อื่น ที่ไหนดูแลเด็กได้ผลกว่ากัน?

"ไม่รู้สิ" เล็กตอบราวกับไม่คิดอะไร

-3-

"บ้านกาญจนาภิเษกไม่ฝึกอาชีพ แต่แก้วิธีคิดที่ชำรุด"

ป้ามลเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทว่าเข้มแข็ง "แต่เด็กบางคนก็อ่อนแอ อยากจะเปลี่ยนแปลงแต่ความเข้มแข็งของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางที่เราก็คิดว่าเราจะจูงเด็กที่มีปัญหามาๆต่อไปไหม เราคิดทุกวัน"

"อย่างไร เด็กเขาก็มีมุมดีๆในหัวใจเขา เราจะทำอย่างไรให้มุมดีๆ กินพื้นที่ที่ไม่ดีได้ เราทำกิจกรรมหลายอย่าง อย่าง ปฏิทิน, โครงการสมุดทำมือ, โครงการบ้านน่าอยู่ และกล่องใส่ความดี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำเพื่อให้เด็กได้มองเห็นโลกที่มีด้านสว่าง จิตใจด้านดี เห็นอนาคต มีความหวัง และจะนำพวกเขาไปยังทางที่ถูกต้องไม่ก้าวผิดเช่นที่ผ่านมา"

-4-

เล็กวางท่าถ้ายรูปกับโอ๋,นนท์และพี่ๆอย่างสนุกสนาน กอดคอคุยเล่นกับเพื่อนๆ และอวดสัตว์เลี้ยงตัวน้อยของเขา

เขาดึงลังใต้โต๊ะ อวดลูกนกเขาที่เลี้ยงให้เราดู มันบินไปมาอย่างรื่นเริง แต่มันยังเล็กนัก ปีกยังไม่แข็งแรง แต่ก็เชื่องมากทีเดียว

ฉันคิด - สักวันมันคงพร้อมจะโบยบิน

เดือนหน้าเล็กจะได้ออกจากที่นี้ อิสรภาพจะเป็นของเขาอีกครั้ง เล็กจะได้กลับบ้านที่แสนคิดถึง ฉันถามถึงอนาคตว่าอยากจะทำอะไร

"ผมก็คงกลับบ้าน ... แต่ก็คงเหมือนเดิม บ้านผมยังขายม้าอยู่เลย เพื่อนๆก็อยู่ เหี้ยเหมือนเดิม กลับไปก็ไม่พ้นขายม้า"

แล้วไม่คิดจะทำอย่างอื่นหรือ? ขายยาเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาอีก

"ไม่รู้สิ" เล็กตอบอย่างไม่เต็มคำ ราวกับไม่ตระหนักกับอนาคตข้างหน้า


นกน้อยของเล็กยังดิ้นขลุกขลักในลัง ไร้อิสรภาพ มันเริ่มบินไปมาอย่างร่าเริง ในพื้นที่อันจำกัด มันยังไม่พร้อมที่จะบินไกลนักด้วยปีกของมันยังเล็ก แต่วันข้างหน้าเมื่อปีกมันแข็งแรงพอ มันจักโบยบินสู่อิสรภาพในฟากฟ้ากว้าง แต่โลกแห่งอิสรภาพของเล็กในวันพรุ่งนี้จะเป็นอิสรภาพอันหอมหวานเหมือนนกน้อยหรือไม่ ใครเล่าจะรู้คำตอบ