2007/Aug/11

สำนักข่าวครอบครัว 18 พ.ค. 49 : เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานร่วมกับสสส.เผยผลวิจัยขนมในท้องตลาดกว่า 700 ตัวอย่าง พบว่าควรกินแค่ร้อยละ 10 ที่เหลือเป็นตัวการทำให้เด็กไทยร้อยละ 10 เป็นโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ จี้อย.ออกมาตรการติดฉลากไฟเขียวไฟแดงบนห่อขนมเด็ก.. พรรัตน์ วชิราชัย รายงาน

เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ร่วมกับ สสส. เผยผลวิจัยขนมในท้องตลาดกว่า 700 ตัวอย่าง พบว่าควรกินแค่ร้อยละ 10 ที่เหลือเป็นตัวการทำให้เด็กไทยร้อยละ 10 เป็นโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ จี้อย.ออกมาตรการติดฉลากไฟเขียวไฟแดงบนห่อขนมเด็ก ควบคุมโฆษณาขนมทางทีวี และขอให้สธ.ห้ามขายน้ำอัดลมในโรงเรียน

งานแถลงข่าว ภัยขนมกรุบกรอบ ทำร้ายสุขภาพเด็กไทย ซึ่งเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดขึ้นที่โรงแรมเอเชีย เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยงานวิจัยล่าสุดจากการนำขนมกรุบกรอบและอาหารว่างที่เด็กๆนิยมซื้อรับประทานประมาณ 700 ตัวอย่าง มาวิเคราะห์ฉลากโภชนาการและส่วนประกอบ พบว่า มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีส่วนประกอบเหมาะสม อีกร้อยละ 90 เต็มไปด้วยสารอาหารเกินพอดีและ อันตรายต่อสุขภาพ โดยจัดขนมออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มลูกอม หมากฝรั่ง เยลลี่ พบว่า มีน้ำตาลและสารให้ความหวานอื่นๆ จำนวนมาก 2. กลุ่มช็อกโกแลต มีไขมันกับน้ำตาลในปริมาณสูง 3. กลุ่มถั่วและเมล็ดพืช มีไขมันและโซเดียมมาก 4. กลุ่มปลาเส้นปรุงรสต่างๆ ปลาอบกรอบ แม้จะมีโปรตีน แต่ก็โซเดียมสูง และเค็มจัด 5. กลุ่มมันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ข้าวอบกรอบ ข้าวโพดอบกรอบ แป้งทอด เต็มไปด้วยโซเดียมและไขมัน

ส่วนประกอบหลักของขนมกรุบกรอบคือแป้ง ทำให้เด็กได้รับคาร์โบไฮเดรตสูง อิ่มง่าย เมื่อดื่มน้ำอัดลมตามเข้าไปอีกก็ยิ่งทำให้รับประทานทานอาหารหลักที่มีประโยชน์ได้น้อยลง กลายเป็นเด็กอ้วน ฟันผุ เพราะขนมและความหวานของน้ำอัดลม และขนมส่วนใหญ่ยังเน้นรสชาติที่ความมันกับรสเค็ม จึงมีน้ำมันและโซเดียมหรือส่วนผสมที่ทำให้เกิดรสเค็มปริมาณสูงมาก ทำให้ไตของเด็กต้องทำงานหนัก เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ตามเกณฑ์ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยบอกว่า เด็กไม่ควรได้รับโซเดียมจากขนมเกิน 200 มิลลิกรัม น้ำมันไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน แต่จากการศึกษาว่า เด็กได้รับโซเดียมจากขนมมากกว่าเกณฑ์ 3-4 เท่า

รศ.ดร.ประไพศรี กล่าวต่อว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขนมกรุบกรอบทำร้ายสุขภาพเด็กไทย เป็นเพราะประชาชนขาดข้อมูลในการเลือกซื้อขนม เนื่องจากมีขนมเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่ติดฉลากโภชนาการ แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นฉลากขนาดเล็กมาก อ่านลำบาก เข้าใจยาก จากการสำรวจพบว่าประชาชนครึ่งหนึ่งอ่านฉลากไม่เข้าใจ และส่วนหนึ่งก็ไม่สนใจฉลากเลย จึงควรมีการปรับเปลี่ยนฉลากให้เข้าใจง่าย ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคที่ดีและตัดสินใจเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่าสมราคา ซึ่งขณะนี้ตนได้รับทุนจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติกำลังทำการวิจัยหารูปแบบสัญลักษณ์บนฉลากขนมซึ่งคนไทยยอมรับ และจะเสร็จสมบูรณ์ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมนี้

ด้าน รศ.นพ.จิตติวัฒน์ สุประสงค์สิน หัวหน้าหน่วยสำนักงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวถึงปัญหาโรคอ้วนในเด็กว่า วัยเด็กเป็นวัยที่สมองกำลังเจริญเติบโต การกินขนมรสเค็มและหวานตั้งแต่อายุน้อย รสชาตินี้จะติดอยู่ในกระแสประสาทและเกิดการเสพติด ทำให้เด็กกินจืดไม่เป็น และมีแนวโน้มจะเป็นโรคอ้วน ซึ่งสถานการณ์โรคอ้วนของเด็กไทยน่าวิตกมาก โดยโรงเรียนขนาดกลางมีเด็กอ้วนอยู่ร้อยละ 20 และเด็กอ้วนครึ่งหนึ่งจะมีปัญหาสุขภาพหนึ่งในสามด้าน คือ ความดันโลหิตสูง ปริมาณน้ำตาลสูง และปริมาณไขมันสูง หรือสรุปได้ง่ายๆว่า 1 ใน 10 ของเด็กทั้งโรงเรียนกำลังมีปัญหาสุขภาพจากความอ้วนและขนมขบเคี้ยว ที่เรียกว่าเมตาบอลิกซินโดรม คือการเผาผลาญอาหารของร่างกายผิดปกติ เนื่องจากมีไขมันมากเกิน จนไปสกัดกั้นการผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายดูดซึมกลูโคสไม่ได้ ร่างกายดื้ออินซูลิน เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความดันสูง และโรคหัวใจ ประกอบกับพันธุกรรมของคนเอเชียที่มีโอกาสเป็นเบาหวานได้มากกว่าฝรั่ง ยิ่งทำให้น่าวิตกมากขึ้น

ประเทศไทยมีประชากรเด็ก 10 ล้านคน คิดเป็นเด็กอ้วน 2 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 1 ล้านคนที่ผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนรั้ร ทุก 2 ปีจะมีเด็กป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 100,000 คน ในจำนวนนี้มีภาวะแทรกซ้อน 20,000 คน ตอนนี้เราพบเด็ก 3 ขวบเป็นโรคเบาหวานแล้ว คำถามคือค่าใช้จ่ายในการรักษาจะเป็นเท่าไหร่ เป็นมูลค่ามหาศาลที่คำนวณไม่ได้เลย

ส่วนทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงรอง สสส. กล่าวถึง มาตรการสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆสามารถเลือกบริโภคขนมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายว่า นอกจากผู้ปกครองควรแนะนำการเลือกขนมให้บุตรหลานแล้ว ควรมีการดำเนินการดังนี้

1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ขนมทุกชนิดต้องติดฉลากโภชนาการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค

2. ขอให้มีการ ดำเนินการติดฉลากอย่างง่าย เป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกขนมและอาหารว่างได้ง่ายขึ้น ดังตัวอย่างในยุโรปบางประเทศที่เน้นดูปริมาณส่วนประกอบอย่าง คือ ไขมัน น้ำตาล เกลือ หาก 1 หน่วยบริโภค มี ไขมัน น้ำตาล หรือเกลือ เกินร้อยละ 10 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน จะจัดอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นโทษต่อร่างกาย อาจติดสัญลักษณ์เป็นไฟสีแดง ถ้ามีไขมัน น้ำตาล หรือเกลือ ไม่เกินร้อยละ 5 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน จะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ให้สัญลักษณ์เป็นไฟสีเขียว

3 . อย.ควรจำกัดการโฆษณาขนมกรุบกรอบและลูกอมโดยเฉพาะทางโทรทัศน์ เพราะผลการศึกษาทั่วโลกชี้ชัดว่า โฆษณาจะกระตุ้นให้เด็กวัยต่ำกว่า 12 ปี เลือกกินตามที่ได้เห็นจากโฆษณา เพราะเป็นวัยที่ยังไม่สามารถพิจารณาด้วยหลักเหตุผลได้ดี โดยในประเทศไทย เฉพาะปี พ.ศ. 2548 ผู้ผลิตขนมทุ่มเงินไปกับการโฆษณาขนมกรุบกรอบและลูกอมสูงถึง 1,117 ล้านบาท เป็นงบโฆษณาทางโทรทัศน์มากที่สุด 970 ล้านบาท ทำให้มีโฆษณามากถึงชั่วโมงละ 132 ครั้งในช่วงรายการการ์ตูนเช้าวันหยุด ขณะที่ประเทศสวีเดน และรัฐควิเบกของ แคนาดา ห้ามไม่ให้โฆษณาอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีทุกรูปแบบ และสเปนกำหนดให้โฆษณาได้ไม่เกิน 50 ครั้งต่อชั่วโมง

4. กระทรวงศึกษาธิการควรกำหนดให้โรงเรียนทุกแห่งเลิกจำหน่ายน้ำอัดลม เพราะหลักฐานจำนวนมากบ่งชี้ว่า น้ำอัดลมเป็นตัวหนุนเสริมให้เด็กกินขนมกรุบกรอบเพิ่มขึ้น และยังเป็นแหล่งที่มาของน้ำตาลส่วนเกินที่เป็นเหตุสำคัญของการมีน้ำหนักเกินและอ้วนในเด็กๆ ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

#1  by   (203.172.199.250) At 2007-11-30 14:20, 

<< Home