2007/Aug/12

หากถามเด็กสักคนว่า หนูฝันอยากเป็นอะไร? เรามักได้คำตอบแตกต่างมากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาชีพเท่ห์สักอาชีพหรือบุคคลในฝันที่พวกเขาเอาเป็นแบบอย่าง

แต่หากถามถึง สังคม ที่เขาฝันเอาไว้? ในสายตาของเยาวชนคนหนึ่งพวกเขาอยากเห็นสิ่งใดในสังคมที่เขาดำรงอยู่ คำถามนี้เป็นคำถามใหญ่ที่ท้าทายใช่น้อย

งานประชุมเยาวชน Thailand Youth Open Space Discussion ที่จัดขึ้นในวันที่ 16-17 กันยายน โดยธนาคารโลกและหลายองค์กรเยาวชน ได้ตั้งคำถามนี้กับเยาวชนทุกภูมิภาคในประเทศกว่า 150 คน อายุ 15-24 ปี จากเหนือ ใต้ ออก ตก กลาง และกรุงเทพฯ เราจึงได้เห็นเยาวชนที่แตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่เด็กสาวผมหยิกสวมกางเกงเอวต่ำ จนถึงเด็กชายหัวเกรียนที่พูดภาษาท่องถิ่นอย่างฉะฉาน ในการประชุมครั้งนี้
พลังของเยาวชนเหลือล้นเพียงใด งานประชุมครั้งนี้ช่วยทำให้เรามองเห็นพลังงานทางความคิด ข้อจำกัดและความท้าทายของเด็กๆ ได้ดี

ฝันอะไรให้สังคม?

ภายใต้หัวข้อใหญ่ที่มีชื่อว่า เยาวชนไทยกับหนทางสู่ความฝัน -โอกาสและความท้าทาย คำถามแรกและคำถามเดียวที่ถูกตั้งขึ้นในงานครั้งนี้จึงถามพวกเขาว่า ความฝันเกี่ยวกับสังคม ของพวกเขาคืออะไร?

หลังจากการตั้งคำถาม เด็กๆ เขียนคำตอบในใจลงไปบนกระดาษ กระดาษนับร้อยแผ่นถูกรวบรวมและจัดแยกออกเป็น 6 หัวข้อใหญ่ ได้แก่ การศึกษา สังคม (การเมือง) เศรษฐกิจ ความสามัคคีในชาติ สิ่งแวดล้อม และยาเสพติด,โรคเอดส์ ถูกแบ่งออกเป็น 64 ประเด็น แบ่งการอภิปรายออกเป็น 4 ช่วง ช่วงละ 16 ประเด็น 16 กลุ่มย่อย

ในแต่ละกลุ่มย่อย คนที่เขียน ความฝันเกี่ยวกับสังคม ลงบนกระดาษใบไหน คนๆ นั้นก็จะเป็นผู้นำประเด็น ส่วนเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกระดาษ แต่สนใจใคร่รู้ คันปาก คันมือ คืนไม้ อยากแลกเปลี่ยนก็ย่อมทำได้ด้วยการเข้าร่วมอภิปรายในวงคุย

ภาพเยาวชนจากต่างถิ่น ต่างฐาน ต่างความคิด นั่งขบคิด ความฝัน ของพวกเขาอย่างท้าทายจึงเกิดขึ้นอย่างคึกคัก มาถึงตรงนี้ อยากรู้บ้างหรือยังว่าเด็กๆ เขาฝันอยากเห็นสังคมอะไรกัน?

ความฝันของพวกเขามีตั้งแต่ใกล้ตัวอย่าง อยากเรียนให้จบ หางานทำให้ได้ อยากปฏิรูปการศึกษาไทย อยากให้การศึกษาเท่าเทียม อยากให้ผู้ใหญ่รับฟังเด็กอย่างให้เกียรติ อยากให้คนไทยสามัคคีกัน อยากให้สิ่งแวดล้อมสวยงาม อยากอนุรักษ์วัฒนธรรมดีๆ อยากให้มีการกระจายความเจริญ อยากให้มีสื่อสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน อยากปฏิรูปการเมือง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าใกล้หรือไกล มันกระทบเขาและเขารู้สึกถึงมันได้

นายนพพล สิทธิเจริญ หรือ ต๊ะ อบต.เยาวชนตำบลโคกกลาง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เขามีความฝันใกล้ตัวเพียง อยากเรียนจบ มีงานทำ เขาพูดถึงฝันสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ความฝันของผมอาจจะดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย แต่ผมฝันว่า ผมอยากมีงานทำ การมีงานทำของผม หมายถึง ผมสามารถดูแลครอบครัวได้ ดูแลตัวเองได้ จบออกมาแล้วไม่ว่างงาน ทำตัวมีประโยชน์ ไม่เป็นปัญหา และเป็นพลเมืองที่ดี

ด้านนายสุนทร สินทัศน์ หรือแยม โรงเรียนลิปายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวถึงฝันของตัวเองบ้างว่า เขาอยากให้มีการอนุรักษ์ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นเอาไว้ เพราะเป็นสิ่งสำคัญของชุมชนอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นสติปัญญาของแผ่นดินเลยก็ว่าได้ ที่บุรีรัมย์บ้านผม คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ถึงหน้านาหว่านเราก็มาช่วยกันครั้ง มีงานบุญงานกุศลก็ไปช่วยงานปนกับไปเที่ยว แต่เดี๋ยวนี้ลดน้อยลง เพื่อเยาวชนไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เที่ยวเล่นไปวันๆ ทำให้เรื่องแบบนี้กลายเป็นว่ามีแต่คนเถ้าคนแก่รู้และทำ หากเป็นไปได้ผมอยากให้ทุกชุมชนอนุรักษ์สิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้

นายสุนทรพูดต่อไปว่าอุปสรรค์และสิ่งท้าทายสำหรับเรื่องนี้นั้นไม่พ้นตัวของเยาวชนเอง เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็รู้เกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรมชุมชนตนเองน้อย เนื่องจากคนเฒ่าคนแก่ก็เริ่มจะลืมเลือน ผู้ใหญ่ก็มุ่งทำงาน ส่วนเยาวชนอย่างพวกเขาชอบเล่นสนุก ประกอบกับมีวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้าล่อตาล่อใจอยู่เสมอทำให้วัฒนธรรมค่อยๆ เลือนหายไป

ด้านนายขุนเขา เบจรบุตร มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 โรงเรียนมหาวชิราวุธ พูดถึงสิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุด คือ การล้างบางการศึกษาไทย ที่ขุนเขาพูดเช่นนี้ เพราะเขาอยู่ในระบบการศึกษาปัจจุบัน และรู้ดีว่าวันๆ เขาได้แต่ จำ จนปางตาย

การศึกษาเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง แต่ทุกอย่างคือการจำครับ ใครจำได้มาก ได้คะแนนมาก ใครจำได้น้อยเอาศูนย์ไป แม้แต่วิชาคณิตศาสตร์พวกผมก็ต้องจำ โจทย์พลิกแพลงหน่อยพวกเราก็โง่แล้ว เราไม่ได้ถูกสอนให้คิด ทั้งๆที่ความคิดน่าจะเป็นแก่นของการศึกษาไทย

โอกาส และ ความท้าทาย

จากความฝันเพื่อสังคม นำไปสู่การอภิปรายเพื่อหาสาเหตุและทางออก คำถามต่อไปคือ โอกาส และ ความท้าทาย ความฝันของเยาวชนเป็นได้ไปอย่างไร?

นายอุกฤษณ์ วนโกสุม มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 โรงเรียนมหาวชิราวุธ กล่าวว่า สังคมควรจะการรับฟังเด็กให้มากขึ้น ประเด็นที่เขานำเสนอในการประชุมครั้งนี้ คือ การให้เกียรติทางความคิดกับเด็กมากขึ้น พูดง่ายๆก็คือเยาวชนอยากให้คุณลอง ฟังและเชื่อใจ พวกเขาดูบ้าง

ผู้ใหญ่มักมองเด็กว่าเป็นเด็ก ไม่ฟังและสั่งอย่างเดียว บางครั้งไม่ทันได้อ้าปากก็โดนขัดเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะคนในสังคมคิดว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนต้องถูกเสมอ ทั้งๆ ที่ไม่จริงเสมอไป มันทำให้พวกผมเหนื่อยกับการสื่อสาร ไม่รู้จะทำอย่างไร อธิบายให้พ่อแม่หรือครูฟังถึงเหตุผลหลายครั้งก็ไม่เคยไปถึงเลย อุกฤษณ์กล่าว

ส่วนโอกาสและทางแก้ในเรื่องนี้ อุกฤษณ์กล่าวว่าอย่างแรกคือพวกเขาเองต้องฟังและใช้เหตุผลให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้ใหญ่จะได้เชื่อถือในตัวพวกเขา ในขณะเดียวกันก็จดจำไว้ว่าในวัยเด็กพวกเขาคิดอ่านเช่นไร แต่จะมากเกินไปหรือไม่ หากจะคาดหวังการรับฟังและให้เกียรติจากผู้ใหญ่? อุกฤษณ์ตั้งคำถามกับเพื่อนๆ ในวงคุย

อย่างไรก็ตามงานประชุมอย่าง Open Space ก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่ทำให้เยาวชนมีโอกาสสื่อสารอย่างเต็มที่ สุนทรพูดถึงงานครั้งนี้ว่าถือเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้คิดวิเคราะห์ ถกเถียง และนำเสนอ สิ่งที่ฝันเกี่ยวกับสังคมของตัวเองให้คนรุ่นเดียวกันได้ฟัง ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้ฝันเป็นจริง

เราในฐานะเยาวชนทำอะไรได้บ้าง บางทีคำตอบก็ตีบตันมาก เพราะเราเป็นแค่เยาวชนคนหนึ่งและสิ่งเหล่านี้แก้ที่คนๆเดียวไม่ได้ การเปิด open space ทำให้เราได้เห็นความเห็นที่หลากหลาย ได้แสดงความคิดเห็นก็จริง แต่ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่อะไรต่อ? น้องสุนทรตั้งคำถามกับงาน

ด้านนางสาวพัชรา สอนสา นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะสาธารณะสุขศาสตร์ สาขาโภชนาการและการจัดการความปลอดภัยในอาหาร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า งานครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเธอในฐานะนักศึกษาที่ทำงานชุมชน การถกเถียงและรับฟังความคิดเห็นทำให้ได้เปิดโลกทัศน์ มีความเข้าใจในประเด็นการเมืองและประชาธิปไตยมากขึ้น จึงเสนอว่าควรมีการจัดประชุมเช่นนี้บ่อยๆ

หนูคิดว่าการจัดประชุมบ่อยๆ แบบนี้ จะทำให้เกิดการรวมกลุ่ม และเมื่อเยาวชนรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง เราก็จะมีโอกาสในการกล้าคิดกล้าทำสิ่งต่างๆ ค่ะ พัชรากล่าว

มาถึงตรงนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความฝัน เป็นสิ่งสวยสดงดงามเสมอ และดูเหมือนว่ายิ่งเยาว์วัย ความฝันก็ยิ่งเปล่งประกายแจ่มชัด ส่วน โอกาส และ ความท้าทาย นั้นไม่ใช่สิ่งที่วาดฝันอากาศ แต่เป็นสิ่งที่ต้อง สร้าง ขึ้นร่วมกัน

Comment

Comment:

Tweet