2007/Aug/12

สายลมเย็น ผนวกกับเสียงเรือยนตร์ที่ห้อตะบึงบนลำคลองเล็กๆ ณ จังหวัดสมุทรปราการ เยาวชน 24 ชีวิตจากชมรมเยาวชนธนาคารโลกกำลังนั่งเรือขนาดกลาง มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านขุนสมุทรจีน ชุมชนเล็กๆ ท่ามกลางคลองและน้ำทะเล พวกเขาพูดคุย เหม่อมองไปยังแนวป่าชายเลนและเสาไฟที่จมน้ำ พลางกระซิบกระซาบกันว่าว่ากันว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะหายไป!

ไม่ใช่เพราะน้ำกำลังจะท่วมโลกหรือสึนามิคลื่นใหม่ แต่เป็นเพราะภัยธรรมชาติระยะยาวที่เรียกว่า การกัดเซาะชายฝั่งทะเล ที่กัดกินชายฝั่งหมู่บ้านนี้ไปถึง 3-4 กิโลเมตร ท่วมทับบ้านเรือนของชาวบ้านหลายร้อยหลังคาเรือน ทำให้ชมรมเยาวชนธนาคารโลกได้จัดทัศนศึกษาไปยังพื้นที่ดังกล่าวในวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมาเพื่อทำความเข้าใจ ตระหนักและคิดหาทางแก้ปัญหาในฐานะที่เขาเป็นเยาวชนคนหนึ่งในสังคม
ครั้นเมื่อถึงหมู่บ้าน เด็กๆ ต้องเดินตามคันดินที่ยกตัวเหนือบ่อกุ้งที่สูงกว่าหนึ่งเมตร พร้อมเดินผ่านบ้านที่ตั้งทับทางเดินเพราะชาวบ้านหนีน้ำมาอยู่อาศัย เพื่อไปทำความรู้จักกับผู้ใหญ่บ้านและรศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ใหญ่บ้านสมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน กล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยความชื่นใจว่ารู้สึกดีใจมากที่เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ชาวบ้านต่อสู้กันมา 30 ปี จากที่อยู่กันมาเป็นพันๆ ตอนนี้คนก็หายไปหมดเหลือ 200-300 คน มีแต่คนแก่กับเด็กๆ เดี๋ยวจะพาไปดูว่าเป็นอย่างไรจ๊ะ ผู้ใหญ่บ้านกล่าว

ด้านรศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าโครงการวิจัยแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวอธิบายสภาพปัญหา สาเหตุ และหนทางออกเพื่อปูพื้นให้เยาวชนที่เข้าร่วมเห็นภาพรวมร่วมกัน

อาจารย์ธนวัฒน์บอกกับเราว่าปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล นั่นเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังประสบซึ่งทำให้พื้นดินของโลกหายไปกว่าร้อยละ 30 สำหรับแนวชายฝั่งไทยซึ่งยาวประมาณ 2,700 กิโลเมตร ต่างประสบปัญหานี้หมด ซึ่งทำให้แผ่นดินหายไปถึง 130,000 ไร่ทั่วประเทศ และสำหรับแนวชายฝั่งอ่าวไทยซึ่งได้แก่จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานครถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหานี้รุนแรงอันดับต้นๆ ของโลก และพื้นที่หมู่บ้านขุนสมุทรจีนถือว่าประสบปัญหารุนแรงที่สุด

สาเหตุที่ทำให้การกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติกลายเป็นปัญหารุนแรงในปัจจุบัน มีหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ ภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้น้ำทะเลขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ, การสร้างเขื่อนซึ่งทำให้ตะกอนดินที่เคยไหลจากแม่น้ำมาสู่ปากแม่น้ำกลายเป็นแผ่นดินงอก หายไป 75%, การทรุดตัวของแผ่นดินเนื่องจากพื้นที่รอบชายฝั่งอ่าวไทยเป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรม และป่าชายเลนหายเสื่อมโทรมเนื่องจากอาชีพการเลี้ยงกุ้งและการตัดไม้

อาจารย์ธนวัฒน์กล่าวต่อไปว่าหากปล่อยให้ปัญหาที่ดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่แก้ไข จะทำให้อัตราการกัดเซาะจะทวีความรุนแรงกัดเซาะชายฝั่ง 65 เมตรต่อปี และภายในไม่กี่ 10 ปีข้างหน้าชุมชนรอบสนามบินสุวรรณภูมิจะถูกกัดเซาะและได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สำหรับสิ่งที่อาจารย์ธนวัฒน์ทำอยู่ตอนนี้คือ ทำวิจัยเชิงปฏิบัติการกับทางสกว. โดยวิจัยทุกแง่มุมของผลกระทบของการกัดเซาะชายฝั่ง เสนอหนทางแก้ไขและสร้างตัวแบบวิธีการแก้ไขโดยให้หมู่บ้านขุนสมุทรจีนเป็นกรณีตัวอย่างให้ภาครัฐได้เห็นว่าสามารถทำได้จริงและคุ้มค่าที่จะทำ

ผมได้ออกแบบเสาสามเหลี่ยมซึ่งสามารถป้องกันแรงกระแทกคลื่นและทำให้เกิดการงอกของพื้นดิน เมื่อดินงอกแล้ว เราก็จะนำเพาะกล้าดินบริเวณนั้นเป็นป่าชายเลน ทำให้มันกลายเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติไปในตัว ซึ่งหากทำได้จริง นอกจากเราจะทำให้ปัญหานี้หมดไป สิ่งแวดล้อมชายฝั่งเราจะดีขึ้นด้วย อาจารย์ธนวัฒน์กล่าว

ในขณะนี้ทีมอาจารย์ผู้วิจัยกว่า 20 ชีวิต รวมกับนักวิจัยชาวบ้านจึงขะมักเขม้นเก็บข้อมูลและทำวิจัยให้เสร็จภายใน 2 ปีนี้เพื่อนำเสนอเชิงนโยบายต่อไป

ด้านวิษณุ เก่งสมุทร หนึ่งในทีมวิจัยชาวบ้านกล่าวว่า การกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่งนั้นนอกจากจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนในเรื่องพื้นที่ทำกินแล้ว ยังทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นของพวกเขาสูญหายไปด้วย

ตอนนี้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นเด็กกับคนแก่ คนส่วนใหญ่อพยพไปหมดเพราะทำมาหากินไม่ได้ คนเฒ่าคนแก่ก็เลยไม่มีใครให้สืบต่อ แม้แต่สถานที่ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในหมู่บ้านก็ต้องย้ายหลายต่อหลายครั้ง เช่น ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย หรือ วัดขุนสมุทรารามซึ่งตอนนี้เรียกว่ายื่นอยู่ในทะเลเลยก็ว่าได้

เมื่อฟังเด็กๆ ได้ทราบภาพรวมแล้ว พวกเขาก็แยกกลุ่มเพื่อแสดงความเห็น อภิปรายหาทางออก พวกเขาเห็นว่าปัญหาใหญ่ ปัญหาแรก คือคนในสังคมไม่ทราบและตระหนักว่าปัญหานี้เป็นสิ่งใกล้ตัวและรุนแรง เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่เห็นเป็นปัญหา ภาครัฐจึงไม่ได้ขยับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ปัญหาที่สองคือเรื่องเงินทุนในการดำเนินการซึ่งต้องใช้เป็นจำนวนมาก

นางสาวนพรัตน์ กิตติโสภากุล หรือยุ้ย นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในชมรมเยาวชนธนาคารโลกอภิปรายร่วมในวงพูดคุยว่า จากการฟังเรื่องนี้ทำให้ยุ้ยเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ไม่ใช่เรื่องของคนต่างจังหวัด แต่มันก็เป็นปัญหาของเราทุกคน ปัญหาคือเราจะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้ เราอาจจะจัดค่ายในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ กระจายเรื่องนี้ไปกับสื่อและรณรงค์เพื่อระดมเงินเข้ามาแก้ไขปัญหา

หลังจากการระดมความคิดประมาณ 1 ชั่วโมง พวกเขาก็เดินทางไปเห็นของจริง ทางเดินที่พวกเขาเดินเป็นทางเดินไม้ยกสูงจากน้ำและคันดินที่ถูกถมให้สูงเพื่อกันน้ำท่วมถึง กว่าจะเดินถึงวัดขุนสมุทรารามได้ก็ทำเอาเด็กๆ ใจหายใจคว่ำ

โบสถ์วัดขุนสมุทรารามแห่งนี้เป็นโบสถ์เล็กๆ ที่ยกพื้นสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านที่นี้บอกกับเราว่าหากในช่วงน้ำขึ้นแล้ว ระดับน้ำนั้นปริ่มขอบหน้าต่างโบสถ์เลยทีเดียว และเมื่อเดินไปถึงริมฝั่งอาจารย์ธนวัฒน์ก็ชี้ให้เด็กๆ ดูพื้นคอนกรีตที่ไกลลิบว่าที่นั่นเคยเป็นโรงเรียนมาก่อน ส่วนเสาไฟฟ้าที่อยู่ไกลที่สุดคือบ้านที่เคยมีคนอาศัยอยู่ ความไกลเกินคะเนทำเอาเด็กๆ ที่เดินตามอาจารย์ต้อยๆ ตาโตส่งเสียงตกใจไม่ขาดปาก

ตกบ่ายแดดยังไม่ทันร่ม ลมไม่ทันตก พวกเขาก็ลงมือทำงานอาสาอย่างขันแข็ง งานครั้งนี้คือการหาต้นกล้าและเพาะกล้าในเรือนชำเพื่อนำไปปลูกป่าชายเลนในอนาคต หลังจากแบ่งกลุ่มทำงานกันเรียบร้อย พวกเขาก็เดินไปตามคันดินเดินหาต้นแสมอ่อน ใช้ทั้งมือและไม้เซาะดินเลนเหนียวๆ รอบต้นอ่อนไม่ให้รากขาดและตายเมื่อนำไปปลูกในเรือนเพาะชำ งานนี้ทำเอามือไม้ที่เคยขาวผ่องเป็นสีดำข้นติดหนึบเลยทีเดียว และเมื่อได้ต้นอ่อนจำนวนหนึ่งแล้ว พวกเขาก็นำไปต้นอ่อนไปปลูกในเรือเพาะชำ เพาะไป ปลูกไป ลื่นดินเลนไป เรียกเสียงหัวเราะและกรี๊ดจากหนุ่มสาวได้เป็นอย่างดี

หลังจากกิจกรรมเสียเหงื่อ เรียกเสียงหัวเราะ เด็กๆ ก็นั่งลงกินน้ำกินท่าและนำผลการอภิปรายหาทางออกมาคลี่อีกครั้ง เพื่อสรุปรวมว่าพวกเขาคิดอะไร และอยากจะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้

นายพชร วิชาลัย นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานชมรมเยาวชนธนาคารโลกกล่าวถึงผลการระดมสมองว่ามีหลายหนทางที่เสนอได้แก่ การปลูกป่า, การให้นักศึกษามาออกค่ายรับรู้ปัญหาและทำงานอาสาสมัคร, การให้นักศึกษาด้านนิติศาสตร์เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องโฉนดที่ดีที่ตกน้ำ , การนำขยะที่ลอยมาติดที่หมู่บ้านนำมาแปรรูปเป็นแนวกั้นทะเล, การปลูกสำนักเด็กและเยาวชนให้เข้าใจในเรื่องนี้ การสร้างความตระหนักให้กับสังคม, การให้ชมรมเยาวชนธนาคารโลกเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง, การเปิด website เพื่อนำเสนอปัญหาและเปิดบัญชีเพื่อระดมเงิน, การลดใช้พลังงานเพื่อลดภาวะโลกร้อน, ชักจูงให้คนสนใจพื้นที่นี้โดยดึงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับโบราณวัตถุ เป็นต้น

สำหรับผมเองในฐานะคนจัด ในระหว่างเตรียมงานเราก็รู้พอสมควร แต่พอได้มาที่นี้ก็เห็นเลยว่ามันมากกว่าที่คิด และมันเป็นปัญหาใหญ่มาก เป็นปัญหาของชาติเลยก็ว่าได้ สิ่งที่เราจะทำต่อไปแน่ๆ คือการเป็นกระบอกเสียงเรื่องนี้ให้คนทั่วไปได้ตระหนัก จัดทำ website เพื่อระดมทุน ประสานงานเรื่องนี้ให้กับองค์กรที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม และจะมาที่นี้อีกครั้งแน่ๆ เพื่อปลูกป่าแนวดินที่เกิดขึ้นมาใหม่ครับ

ด้านน้องแพง นางสาวพสรพร พนมวัน ณ อยุธยา นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาชิกใหม่ที่เข้ามาร่วมกิจกรรม กล่าวถึงความรู้สึกของตัวเองในการมาครั้งนี้ว่า หนูรู้สึกอยากให้รัฐบาลมาเห็นความสำคัญและแก้ปัญหากว่านี้ เพราะเท่าที่เห็น หนูรู้สึกว่าคนที่นี้โดนทิ้ง โดนลอยแพ ตอนที่หนูล่องเรือเข้ามาก็รู้ตกใจมาก คิดว่าเขาต้องเดินทางอย่างไรนะ ถ้ามีคนป่วยหนักเพราะถนนหนทางก็ลำบากมาก ออกมาข้างนอกก็ต้องใช้เรือออกมา กลับไปก็คิดว่าอยากจะทำเรื่องหาทุน ทำเรื่องถนนหนทาง เนื่องจากพอรู้จักกับมหาลัยในต่างประเทศที่น่าจะให้ทุนได้และก็อยากจะกระจายข่าวเรื่องนี้ต่อไปค่ะ

อีกหนึ่งผู้เข้าร่วม น้องอาร์ต นายวีรวิชญ์ เชาวิชัยสิทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรม คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) นักศึกษาที่สนใจเรื่องนี้และเดินทางมาร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ ด้วยตนเอง กล่าวว่า ที่สนใจเรื่องนี้ เพราะว่าเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรครับ แล้วอาจารย์ก็ให้เลือกประเด็นอะไรก็ได้มาทำรายงาน ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจและท้าทายมาก เลยติดต่อกับทางสกว. จนได้ติดต่อกับอาจารย์ธนวัฒน์แล้วอาจารย์ก็ชวนมาร่วมกิจกรรมครับ มาเองก็หลวงครับ แต่ว่าชาวบ้านที่นี้ใจดีมากๆ เราหลงทางเขาก็ช่วย หลังจากได้มาเห็นแล้วก็รู้สึกว่าปัญหาก็ไม่ผิดจากที่คาดเอาไว้ แต่การมานี้ทำให้เราได้เห็นปัญหาจริงๆ ว่ามันเป็นแบบไหน และคิดว่าอยากจะบอกต่อปัญหาเหล่านี้ด้วยการทำสารคดีสั้นๆ สักชิ้นประกอบรายงาน เพื่อทำให้เพื่อนๆและอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยได้เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นครับ

หลังการพูดความในใจของเด็กๆ ผู้ใหญ่บ้านสมร ลุกขึ้นมาพูดด้วยประกายตาของความยินดีว่า ผู้ใหญ่ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นเยาวชนมาช่วยหมู่บ้าน มาช่วยประเทศชาติ เพราะนี่เป็นปัญหาของชาติ ถามหมู่บ้านนี้หายไป ที่อื่นๆ ก็จะตามมา ตัวเราเองก็เราก็พยายามทุกทางเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ปลูกป่าเหมือนคนบ้า เอาไม้เอาเสามาปักตามที่มีตามเกิดอย่างที่เห็น เราถือว่าเราต้องช่วยตัวเองก่อน ก่อนที่คนอื่นจะมาช่วย ก็เห็นจะมีทีมของอาจารย์กับ world bank นี่แหละที่เขาช่วยอย่างจริงๆ จังๆ ก็ขอบคุณเด็กๆ อาจารย์และ world bank มากๆ ค่ะ

ตะวันพลบ ตกเย็นถึงเวลากลับบ้าน เด็กๆ ปีนป่ายลงเรือ โบกมือหยอยๆ ให้คุณลุงที่เดินมาส่งถึงท่า พนมมือไหว้พร้อมเล็บที่ติดดินเลนและหัวใจที่ต้องการช่วยปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของใคร แต่เป็นเรื่องของทุกคน

Comment

Comment:

Tweet