2007/Aug/12

ข่าวประชาสัมพันธ์

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมแม้เราจะรับประทานอาหารเสริมหรือวิตามินมากมายหลายขวดแต่ก็ยังป่วยได้ และเคยสงสัยไหม ว่าทำไมแม้จะไปหาหมอก็แล้ว กินยาก็แล้ว เอ็กซเรย์ ตรวจโรคก็แล้ว และอาจเลยไปถึงผ่าตัดก็แล้ว แต่ร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงขึ้นอย่างที่ใจอยาก... ทำไม โดย พรรัตน์ วชิราชัย

นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ศัลแพทย์จากกลุ่มจิตวิวัฒน์ และกลุ่มสังคมวิวัฒน์ จ.เชียงราย ผู้สนใจในเรื่องสุขภาพและการเรียนรู้กระบวนทัศน์ใหม่ เฉลยคำตอบว่า ผู้ป่วยทุกคนคือหัวใจสำคัญของการรักษาไม่น้อยไปกว่าหมอเลย แต่ผู้ป่วยกลับฝากทุกอย่างไว้ที่หมอ เราสามารถรักษาโรคให้ตัวเองได้ไม่ยาก และที่จริงแล้วอำนาจในการเยียวยารักษาเป็นของตัวเราเอง แต่เวลาผู้ป่วยไปหาหมอ เขาคาดหวังอะไร หลายคนคาดหวังว่าเข้าไปหาหมอปุ๊บ ออกมากินยาแล้วจะหายเลย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้

คุณหมอวิธานบอกว่า ในปัจจุบัน ความเจ็บป่วย ที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวันก็คือ โรคเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงโรคที่รักษาไม่หายขาด เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจขาดเลือด กระเพาะอาหาร โรคเครียด ไมเกรน รวมไปถึงโรคมะเร็ง เอดส์ ฯลฯ ซึ่งข่าวร้ายก็คือ โรคเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจรักษาหรือรับยาอย่างต่อเนื่อง แต่ข่าวดีก็คือ เราสามารถดูแล รักษา และชีวิตอยู่อย่างปกติสุขกับโรคเหล่านี้ได้ด้วยตัวเราเอง

ถึงป่วยก็สุขได้
คุณหมอวิธานบอกวิธีการที่คนป่วยและคนไม่ป่วยสามารถดูแลตัวเองให้มีความสุขได้ ซึ่งมีทั้งการดูแลตนเองในระดับปัจเจก และการดูแลตนเองไปพร้อมกับการให้และได้รับการดูแลจากผู้อื่น

การดูแลตนเองในระดับปัจเจก ทำได้ด้วยการสแกน หรือ การเฝ้าสังเกตุองค์ประกอบ 4 ประการของความเป็นตัวเรา คือ
1.ร่างกาย สังเกตว่าร่างกายของเราอยู่ในสภาพที่ดี หรือเรียกว่า อยู่ในแง่บวกหรือไม่ ร่างกายเรากำลังผ่อนคลาย เบาสบายไหม รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายทุกส่วน โดยดูตั้งแต่ลมหายใจไป กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และอวัยวะต่างๆของร่างกาย
2.ความคิด สังเกตว่าความคิดของเรากำลังอยู่ในแง่บวกหรือไม่ สับสนไหม ฟุ้งซ่านหรือเปล่า กำลังวิตกหรือคิดคำนึงถึงเรื่องอะไรอยู่
3.อารมณ์ หมายถึงความรู้สึกของเรา เรากำลังรู้สึกอารมณ์ดีและมีความสุขหรือไม่ หรือกำลังหงุดหงิดหดหู่
4.ประสาทสัมผัส ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เฝ้าดูว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรากำลังรับรู้อะไรจากโลกภายนอกอยู่ สิ่งที่เราได้รับเข้ามาสู่ตัวเราคือเรื่องราวแง่บวกหรือลบ

เราลองมาเฝ้าดูว่า ทั้งสี่อย่างนี้เป็นบวกไหม ถ้าบวก ก็จะส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนดีออกมา แต่ถ้าลบ เช่น ร่างกายตึงเครียด อารมณ์ไม่ดี ฮอร์โมนลบจะหลั่ง และส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วย ดังนั้นเราต้องพยายามเลี่ยงหรือดึงองค์ประกอบต่างๆของตัวเราให้กลับมาเป็นบวก และถ้าทั้งหมดเป็นบวก เราก็กำลังอยู่ใน สุขสภาวะ และสุขสภาวะนี่เองคือที่มาของสุขภาพที่ดี

การสแกนเป็นวิธีที่เราต้องทดลองปฏิบัติด้วยตนเองจึงจะเห็นผล นอกจากนั้นยังมีเทคนิคอีกมากมายที่ช่วยให้เกิดสุขสภาวะ เช่น การเฝ้าดูอารมณ์ตนเอง และจดบันทึกอารมณ์ว่าเป็นบวกหรือลบ หรือการฝึกฝนง่ายๆ เช่น เมื่อรถติดไฟแดง ปกติเราจะอารมณ์เสีย แต่ครั้งหน้าให้ตั้งใจว่า เมื่อรถติดไฟแดง เราจะหายใจเข้าลึกๆแล้วยิ้ม เท่านั้นเอง

ส่วนในมิติที่สองคือการดูแลตนเองไปพร้อมผู้อื่น ซึ่งโจทย์ใหญ่ก็คือเราจะสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไรเพื่อให้เกิดสุขสภาวะร่วมกัน

คุณหมอวิธานบอกว่า การปฏิสัมพันธ์ส่วนใหญ่ของคนเราเกิดขึ้นผ่านผ่านการพูดคุยกัน และการพูดคุยที่ทำให้เกิดความสุขเรียกว่า สุนทรียสนทนา ซึ่งหมายถึงการพูดและฟังกันอย่างลึกซึ้ง

กติกาง่ายๆของการสนทนาแบบนี้ คือ คู่หรือกลุ่มสนทนาต้องมีความเคารพกันและกัน ทุกคนเท่าเทียมกัน เมื่อเป็นผู้พูด ก็พูดจากสิ่งที่ตนเองคิดหรือรู้สึกโดยไม่ตำหนิผู้อื่น และเมื่อเป็นผู้ฟัง ก็รับฟังอย่างลึกซึ้ง ไม่ขัดจังหวะ ไม่รีบร้อนตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ได้ยิน ไม่รีบร้อนถกเถียงหรือตั้งคำถาม เฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในขณะสนทนา ทั้งทางร่างกาย ความคิด อารมณ์ และประสาทสัมผัส ผู้ที่ร่วมการสนทนาเช่นนี้จะมีโอกาสได้เรียนรู้ตนเองและผู้อื่นอย่างเต็มที่ เกิดความคิดสร้างสรรค์ ความสุข ความใหม่สด และเกิดแรงบันดาลใจในที่สุด

ดูแลคนป่วยด้วยความสุข
ความรู้ในการดูแลสุขภาพเช่นนี้เรียกว่า วิทยาศาสตร์ใหม่ ซึ่งสนใจทั้งสภาวะภายใน คือเรื่องความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของคน และสภาวะภายนอก คือสิ่งแวดล้อมรอบตัวและความสัมพันธ์ของมนุษย์ เนื่องจากทุกอย่างเกี่ยวเนื่องและประกอบเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ต่างจากการดูแลสุขภาพด้วยความรู้แบบเก่า ที่เน้นความสำคัญเฉพาะระบบร่างกายและอวัยวะต่างๆเท่านั้น

คุณหมอวิธานเห็นปัญหาใหญ่ในระบบสาธารณสุขบ้านเรา คือการรักษาที่ตัดขาดระหว่างกายกับจิตใจ ตัดขาดระหว่างผู้รักษากับผู้ป่วย และเมื่อเกิดยโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค ทำให้โรงพยาบาลต้องรับผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยยิ่งแย่ลงไปอีก ทำให้เกิดปัญหาการฟ้องร้องทางการแพทย์มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่เป็นมิตรกับโรงพยาบาล ในขณะที่แพทย์และพยาบาลก็หมดกำลังใจ คุณหมอจึงจัดทำ โครงการอบรมกระบวนกรเพื่อการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ขึ้นเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขและผู้สนใจให้เข้าใจมิติด้านในและ ร่วมกันแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ โดยมีวิทยากรหลักคือ คุณหมอวิธาน อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ผู้เชี่ยวชาญการจัดกระบวนการสุนทรียสนทนา และอาจารย์ฌานเดช พ่วงจีน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไท้เก๊ก

ผมเลือกทำกระบวนการกับคนในระบบก่อน เพราะหนึ่ง อยากให้คนทำงานมีความสุข และรู้วิธีการรักษาแบบใหม่ สอง ในระยะยาวจะช่วยลดปัญหาจากนโยบาทสามสิบบาท เพราะคนจะดูแลตนเองได้ดีขึ้น มารักษาน้อยลง และสาม คือทำให้คนไข้มีความสุข ส่วนการทำกระบวนการกับคนไข้ ผมคิดว่าจะจัดหลังจากโครงการนี้

กระบวนการหลักๆในการอบรม คือการโดยทำให้ดู สอดแทรกตัวอย่าง และทดลองทำเอง ผ่านการเรียนรู้ร่วมกันแบบสุนทรียสนทนา เนื่องจากความรู้เรื่องนี้จะเกิดจากความเข้าใจ ซึ่งต้องผ่านการทดลองทำด้วยตนเอง คล้ายๆการฝึกขี่จักรยาน ต้องลองขี่ดูก่อน จึงจะเข้าใจว่าขี่อย่างไร ขี่สนุกหรือเปล่า

โครงการอบรมกระบวนกรเพื่อการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง จะจัดขึ้นที่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 21-23 ส.ค. นี้ ค่าใช้จ่าย 12,000 บาท (ไม่รวมค่าเดินทางไปเชียงราย) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นายมนตรี ทองเพียร ผู้จัดการมูลนิธิสังคมวิวัฒน์ โทร. 0-1602-2682 อีเมล tongthree12@yahoo.com

ล้อมกรอบ
คุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรม
-บุคลากรทางสาธารณสุขทุกระดับ เพราะทุกคนสามารถทำตัวเป็นผู้นำในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ เหล่านี้ได้
-ผู้ที่มีพื้นฐานความสนใจใน สุขภาพองค์รวม (Holistic Health) ที่จะต้องอาศัย กระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) หรือเข้าใจเรื่อง กระบวนการเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญเพื่อสุขภาพแบบใหม่ (Contemplative Learning for Health)
-แพทย์หรือทันตแพทย์ ที่สามารถเป็นผู้นำทีมและฝึกอบรมบุคลากรในระดับอื่นได้อีกต่อหนึ่ง
-พยาบาลที่ทำหน้าที่ให้สุขศึกษากับผู้ป่วยทั้งในคลินิกพิเศษ คลินิกทั่วไป หรือแม้แต่ในวอร์ดต่างๆ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ทำงานด้านการป้องกันโรคจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ
-เจ้าหน้าที่ทุกระดับ สามารถเรียนรู้เพื่อความเข้าใจถึงความเป็นองค์รวมของสุขภาพ

ถ้าเป็นไปได้ ก่อนเข้าฝึกอบรม ควรทำความเข้าใจโครงการนี้ผ่านหนังสือสามเล่มคือ
1. หัวใจใหม่ชีวิตใหม่ สู่อิสรภาพและความสุขฉับพลัน. นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์. ปิติศึกษา. 2546.
2. สุนทรียสนทนา. วิศิษฐ์ วังวิญญู. สวนเงินมีมา. 2548.
3. มณฑลแห่งพลัง. วิศิษฐ์ วังวิญญู. สวนเงินมีมา. 2548.

Comment

Comment:

Tweet


ถ้ามีอบรมปี 54เร็วๆนี้ช่วยแจ้งด้วยได้ไหมคะ
vaguu@windowslive.com
ขอบคุณคะ
#1 by อโณทัย เหล่าเที่ยง (118.172.60.59) At 2010-10-11 16:10,