2007/Aug/12

แม่ปูถามลูกปู ทำไมลูกจึงเดินเฉียงข้างเช่นนั้น อย่างนี้เมื่อไหร่จะไปตรงๆได้ ลูกปูตอบ จริงแท้แม่จ๋า ถ้าแม่เดินตรงๆให้ดู ลูกสัญญาว่าจะเดินตาม แต่ทว่าแม่ปูพยายามเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ จนเลิกทำไปเอง โดยไม่ได้คัดค้านคำตำหนิตเตียนของลูกปู --- นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ตัวอย่างสำคัญกว่าการพร่ำสอน

นิทานอีสป

คุณพ่อคุณแม่ไม่ว่าคนไหนก็อยากมีลูก ฉลาดเฉลียว เก่ง หัวดี ว่องไว ฉะฉาน หลายคนเร่งส่งลูกไปเรียนโรงเรียนดีๆ ตั้งแต่ยังเล็ก แถมยังเรียนเพิ่มทั้งคอมพิวเตอร์ ภาษา สารพัด แต่รู้หรือเปล่าว่าครูที่ดีที่สุดน่ะคือตัวคุณเอง

คิดง่ายๆ เด็กๆ อยู่โรงเรียนวันละ 8 ชั่วโมง และอีกประมาณ 16 ชั่วโมงอยู่กับพ่อแม่ นับเป็น 2วันแล้ว ลูกอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ถึง 243 วันในหนึ่งปี เวลาเหล่านั้นเราสามารถดูแลและพัฒนาลูกได้มากมาย อ.สมศักดิ์ กัณหา ผู้อำนวยการสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) กล่าวในตอนเริ่มต้นของการอบรม พ่อแม่พัฒนาตนฝึกฝน ปลูกปัญญาลูก ที่ โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

คุณพ่อคุณแม่กว่า 70 คนที่เข้าร่วมล้วนเป็นผู้ปกครองของเด็กๆในโรงเรียนตั้งใจอ.สมศักดิ์กล่าวในตอนต้นอย่างไม่เข้าใจนัก ไม่นานก็มีเด็กๆ ชั้นป.4 กว่า 50 ชีวิตทั้งวิ่งทั้งกระโดดเข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่อย่างลิงโลด คล้อยหลังได้เพียง 5 นาที ห้องทั้งห้องประชุมก็กึกก้องไปด้วยเสียงหัวเราะของผู้ปกครอง เสียงกระโดดโลดเต้นของเด็กๆ ที่แสนมีความสุข

เอ๊า กระโดดไปทางซ้ายห้าครั้ง คราวนี้ทางขวา กระโดดขึ้นไปข้างบนบ้าง จับมือคนข้างๆ สิ ท่าทางจะเมื่อยนะ นวดแขนเขาหน่อย ตั้งแต่ปลากมือถึงต้นแขน หากยเมื่อยแล้ว ที่นี้ลองนวดหลังบ้าง ทุบๆๆๆ

คราวนี้เรามาจับคู่เด็กกับผู้ใหญ่ ร้องเพลง นางเงือกน้อย กัน นางเงือกน้อย ลอยไปก็ลอยมา ตบบน ตบล่าง ตบหน้า ตบหลัง ตบพร้อมๆ เอ๊า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

ทีนี้รวมเด็กกับผู้ใหญ่ 8 คน เราจะแปลงร่างเป็นเรือยักษ์ กฎข้อเดียวของเรือลำนี้คือต้องเป็นเรือที่มีเสากระโดงเรือวูงถึงเพดาน คุณพ่อคุณแม่พากันรวมร่างกับเด็กๆ แบกร่างเจ้าตัวน้อยให้สูงที่สุด พลางพาเรือลำยักษ์ล่องไปนาวาแห่งความสนุกสนาน กิจกรรมที่เรียกเสียงเฮจากเด็กและเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ดังไปทั่วห้องประชุมนี้อ.สมศักดิ์เรียกว่า การอุ่นเครื่อง ก่อนไปเจอโจทย์จริงที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหา

เมื่อแบ่งกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ได้ 5 กลุ่ม กลุ่มเด็กๆได้ 5 กลุ่ม โจทย์ก็ดังขึ้นทันใด ให้เด็กๆ ลองเขียน ความทุกข์ของเด็กๆ ในแผ่นกระดาษ 5 เรื่อง ส่วนคุณพ่อคุณแม่เขียนเหมือนกันนะครับ เขียนสิ่งที่คิดว่าทำให้เด็กๆ มีความทุกข์ลงในกระดาษดู อ.สมศักดิ์กล่าว

ความทุกข์จากลายมือเด็กๆ ถูกเขียนลงมาในกระดาษ มีตั้งแต่ โดนเพื่อนแกล้ง โดนพ่อแม่ดุ โดนพ่อแม่ตี ตื่นสาย ไม่ได้เล่นของเล่น กลัวผี กลัวสูญเสียครอบครัวและคนที่รัก กลัวไม่ได้เที่ยว กลัวสอบตก ทำการบ้านไม่ทัน จนไปถึงเบื่อนักการเมือง ด้านคุณพ่อคุณแม่คิดว่าความทุกข์ของเด็กคือ ไม่ได้เที่ยว ไม่ได้เล่น ทำงานไม่เสร็จ ดินพอกหางหมู ไม่ได้รับความรัก มีปัญหาสุขภาพ ถูกพ่อแม่บังคับ

อ.สมศักดิ์ให้แต่ละกลุ่มเลือกมาอย่างละหนึ่ง ความทุกข์ และร่วมกันหา สาเหตุ ทางออก และ แผนปฏิบัติการของแต่ละกลุ่ม ที่นี้ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ก็นั่งคิดจนหัวชิดติดกันเลยทีเดียว แค่นั้นยังไม่พอ อ.สมศักดิ์ยังให้แต่ละกลุ่มทำสื่อศิลปะที่เรียกว่า ละครเจาะหน้า เพื่อบอกเล่าความคิดให้ทุกคนได้ฟัง แค่คิดอย่างเดียวไม่พอ คุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ ต้องสื่อสารด้วย ทั้งห้องต่างวุ่นกับการวาดภาพ ระบายสี และเล่นละครเพื่อถ่ายทอดความคิดออกมาอย่างสนุกสนาน ละครเล็กๆ นี้ทำให้เด็กๆ หัวเราะร่า แถมคุณพ่อคุณแม่ได้ลดอายุกันอีกโขเลยทีเดียว

จากตรงนี้เราจะเห็นความทุกข์ของเด็กๆ ไม่ได้มาจากเด็กอย่างเดียว มันมาจากเพื่อน โรงเรียน จากความหวาดกลัว และจากคุณพ่อคุณแม่ด้วย อาจารย์กล่าว

หลังจากกิจกรรมสนุกสนานก็เข้ามาสู่ช่วงทบทวนไตร่ตรอง อ.สมศักดิ์ ลองให้คุณพ่อคุณแม่คิดทบทวนกระบวนการที่พึ่งผ่านไป ที่มีตั้งโจทย์ การหาสาเหตุ จนไปมองหาทางแก้ และ ปฏิบัติการจริง ว่าเป็นเช่นไร หากมองให้คล้องกับความเข้าใจผู้ใหญ่กระบวนเหล่านี้คือการทวน อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค นั่นเอง

อ.สมศักดิ์บอกวิธีง่ายๆ ใน การสอนลูกรักให้เป็นนักแก้ปัญหา คือ

1. พ่อแม่สอนแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ด้วยเหตุผล 4 ขั้นตอน คือ ปัญหา สาเหตุ ทางแก้ แผนปฏิบัติการ เมื่อสอนแบบนี้และทำให้ลูกเห็น ลูกก็จะนำไปปรับใช้ในชีวิตและสามารถแก้ปัญหาในชีวิตได้

2. พ่อแม่รู้วิธี ฟังลูกให้ได้ยิน ปัญหาหลายอย่างในครอบครัวเกิดจาก พ่อแม่ไม่เข้าใจเด็ก สาเหตุหลักอันหนึ่งคือ พ่อแม่ฟังลูกไม่ได้ยิน คือ แม้จะได้ยิน แต่ไม่ได้รับฟัง ไม่เข้าใจ ไม่ตีความ สุดท้ายก็ไม่สามารถสื่อสารกับลูกได้ วิธีการฟังลูกให้ได้ยินง่ายๆคือ รับฟัง,ตีความ และ ตอบกลับ
หนึ่ง รับฟัง คือ ตั้งฟังให้รู้เรื่องไม่ขัดลูกก่อนพูดจบ เช่น แม่หนูอยากไปห้าง คุณแม่สวนทันที ไม่ไปลูก ทำการบ้าน ต่อไปเขาก็จะไม่อยากสื่อสาร หงุดหงิด หดหู่ สอง ตีความ คือ ตีความอารมณ์ มุมมอง วัตถุประสงค์ วิเคราะห์ว่าที่พูดมาเขาต้องการอะไร เช่น จริงๆ แล้วที่เขาไปห้างแล้วเขาอยากจะไปซื้ออุปกรณ์ หรือ เขาอยากไปเล่น เล่นอะไร ทำไมอยากเล่น ทำไมไม่ทำการบ้านก่อน สาม ตอบกลับด้วยวจีสุจริต วจีสุจริตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไม่พูดคำหยาบเท่านั้น แต่หมายถึง ไม่พูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด ประชดประชันหรือโกหก เช่น ไปห้างทำไม ไปอยู่นั้นแหละ เมื่อวานก็ไปวันนี้ก็ไป บ้านอยู่ที่ห้างเหรอ เป็นต้น อ.สมศักดิ์อธิบาย

3. พ่อแม่รู้วิธี พูดคุยปลุกปัญญา สำหรับวิธีการพูดคุยและเข้าหาลูกก็เป็นส่วนสำคัญในการสอนลูกรักให้เป็นนักแก้ปัญหาด้วยเช่นกัน โครงสร้างในการพูดคุย ได้แก่
บทนำ - เปิดประเด็นชวนคิด อย่างเป็นมิตร ไม่คุกคาม
เนื้อหา พูดเพื่อให้เข้าใจ โดยใช้วิธีการหา ปัญหา, สาเหตุ, ทางแก้
บทสรุป พัฒนาไปสู่ แผนปฏิบัติการ

อ.สมศักดิ์ยกตัวอย่างการพูดคุยว่า สมมุติว่าลูกสาวชอบเล่นอินเตอร์เนต แม่ก็เป็นห่วงกลัวโดนล่อลวง แต่จะไปพูด ลูกคุยกับใคร หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว เดี๋ยวนี้ริหาแฟนแล้วเหรอ มันก็จะเป็นการคุกคามเขา แน่นอนว่าเขาจะไม่พูดกับเรา คุณแม่อาจจะเริ่มด้วยชวนลูกคุยเกี่ยวกับความรักก่อน สมัยแม่น่ะ พ่อจะจีบแม่เนี่ย พ่อต้องใช้จดหมายลูกเดียวเลย ฝากพี่ ฝากเพื่อนมาลำบากมากๆ แล้วรุ่นหนูเป็นแบบไหนเหรอลูก แม่ไม่รู้หรอกว่าอินเตอร์เนตนี้มันคืออะไร เมื่อลูกเปิดเราก็สามารถชวนคุยไปสู่เนื้อหาและบทสรุปได้ หรือถ้าลูกเป็นคนชอบซิ่งมอเตอร์ไซค์ เราก็อาจจะเลือกซักวัน ชวนลูกไปล้างรถมอเตอร์ไซค์กัน แล้วก็ชวนคุยตามสบายเป็นการเปิดประเด็นอย่างเป็นมิตร แล้วค่อยพูดเข้าถึงเนื้อหาว่าพ่อเป็นห่วงไม่อยากให้ลูกขับรถเร็ว เราจะมีวิธีแก้ไขปัญหานี้กันไงดี เป็นต้น

อ.สมศักดิ์บอกว่านี้เป็นวิธีการง่ายๆ ในการสอนลูกให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ แต่หลักสำคัญ คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องสื่อสารกับลูกอย่างเข้าอกเข้าใจให้ได้ก่อน

สำหรับการเสริมสร้างความฉลาดทางปัญญญา หรือ IQ นั้น หลักการที่คุณพ่อคุณแม่จะชวนพัฒนาเด็กๆได้ คือ หัวใจนักปราชญ์ ที่เราเคยท่องกันนั่งเอง สุ จิ ปุ ลิ

สุ สุตตะ คือ ทำให้เด็กๆ ใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น โดยสนับสนุนให้ลูกใฝ่รู้ตามแบบที่เขาถนัดและสนใจ ไม่ว่าจากการฟัง การอ่านหนังสือหรือลงมือทำ อาจจะเริ่มต้นด้วยการเดินพาเข้าร้านหนังสือแล้วให้เลือกซื้อหนังสืออะไรก็ได้มาอ่าน ให้เขาเอาติดกระเป๋าไว้ตลอด อ่านจบเมื่อไหร่เก็บแล้วซื้อเล่มใหม่ จากเล่มแรกก็จะไปสู่เล่มต่อๆไป

จิ จินตนะ คือ ตั้งใจคิดตาม จับประเด็นสำคัญ วิจารณ์โดยใช้เหตุผล โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะชวนเด็กคิดตาม จับใจความสำคัญ พูดทวนด้วยกัน เป็นต้น

ปุ ปุจฉา คือ รู้จักตั้งข้อสงสัย สมมุติฐานอย่างจริงใจและมีสัมมาคารวะ อ.สมศักดิ์กล่าวว่า บางทีการมีคำถาม ก็สำคัญกับการมีคำตอบ เพราะทำให้เขารู้จักวิเคราะห์ ช่างคิด เช่น ถ้าเป็นโจทย์เลข 5+5 = 10 เด็กก็ตอบได้ง่ายๆ แต่ถ้าเราตั้งว่าให้เด็กลองตั้งโจทย์เลขอะไรก็ได้ คำตอบเท่ากับ 10 คนที่ตั้งคำถามคือเขา ทำให้เขาคิดได้ซับซ้อนมากขึ้น

ลิ ลิขิต คือ การสังเคราะห์ สรุป จดบันทึกเป็นหมวดหมู่และแสดงผลสิ่งที่รู้ เรียกภาษาผู้ใหญ่ก็ คือ KM Knowledge Management หรือจัดการความรู้ โดย คุณพ่อคุณแม่อาจจะซื้อไดอารี่ให้ลูกจด หรือ ถ้าลูกถนัดวาดก็ให้เขาวาด ทำเป็นแผนภูมิก็ได้

หลัก สุ จิ ปุ ลิ จะช่วยให้เขามีทักษะในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ตลอดชีวิต หากปูพื้นฐานแต่เด็ก เด็กๆ ก็จะมีความเป็นนักปราชญ์ในตัวอย่างแน่นอน

สำหรับ EQ หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ และ ความฉลาดทางสังคม คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถทำให้เด็กมีได้เช่นกัน ผ่านกิจกรรมทางสังคมในชีวิตประจำวันที่ทางโรงเรียนหยิบยื่นให้เด็กๆ ไม่ได้ เช่น วันเชงเม้ง วันสงกรานต์ วันเวียนเทียน เป็นต้น อ.สมศักดิ์เรียกวิธีเพิ่มพูน EQ ว่า การมุ่งมันพัฒนาชีวิตงาม เป็นการพาเด็กๆ ไปพบบริบทต่างๆ ในสังคม เช่น

1.เสวนากับบัณฑิต คือ ไปหาตัวอย่างที่ดีๆ ให้เด็ก เช่น ญาติพี่น้อง คุณปู่คุณย่า คุณครู หรืออาจจะเป็นบุคคลสาธารณะที่เด็กๆ ชื่นชอบก็เป็นได้
2. สมานมิตรชุมชน คือ พาเด็กไปร่วมกิจกรรมกับเครือญาติ กิจกรรมในชุมชน เป็นต้น
3. ประสบการใฝ่รู้ คือ ชวนเด็กไปหาความรู้ที่เพื่อเติมที่โรงเรียนไม่มี ซึ่งอาจะเป็นไปฟังความรู้จากกิจกรรมวิชาการ รู้จักการทำมาหากิน ทำอาหาร ดูแลบ้านเรือน หรือเรียนในวิชาที่จำเป็นเพิ่มต้น เป็นต้น
4. วัฒนธรรมเข้มแข็ง คือ มีวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่ดี รู้จักออกกำลังกาย เล่นกีฬา รักการอ่าน รู้วิธีใช้ห้องสมุดและสืบค้นจากอินเตอร์เน็ต เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะ ดนตรี การแสดง หรือศาสนา
5. อาสาบำเพ็ญประโยชน์ คือ การปลูกฝังเด็กให้มีจิตใจอาสาสมัคร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น ไม่เห็นแก่ตัวเอง รู้จักทำเพื่อส่วนรวม

อ.สมศักดิ์กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเป็นเกราะให้กับเด็ก มองเห็นตัวอย่างดีๆ ทำให้เขาเห็นรากฐานของตัวเอง ผูกพันธ์กับครอบครัว มองเห็นความเอื้ออาธรต่อกันในสังคมซึ่งการเห็นตัวอย่างดีๆ สำคัญมากกว่าคำสอน ทุกวันนี้ครอบครัวของเราเล็กลงเรื่อยๆ แต่หลงทางมากขึ้น พ่อแม่ไปทำงานแล้วฝากเด็กๆ ไว้กับทีวี ทีวีมีทั้งสิ่งดีและไม่ดี และสุดท้ายทีวีช่วงชิงลูกเราไป ทำให้เขากลายเป็นคนอื่น ตัดสินใจจากคนที่ไม่มีรากฐาน ฉะนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะทำได้คือปิดทีวี แล้วพาลูกไปเจอประสบการณ์ที่หลากหลาย เรียนรู้ทั้งสิ่งที่สุขและทุกข์ยาก

ท้ายสุด อ.สมศักดิ์ได้กล่าวย้ำถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า อย่าลืมว่าพลังของคุณพ่อคุณแม่มีมากสำหรับเด็กๆ ฉะนั้นอย่าลืมว่า ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำพร่ำสอน เราต้องทำให้เขาเห็นและร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันกับเขา

มาถึงตรงนี้ แม่ปูกับลูกปู อาจจะค่อยๆ เริ่มเดินด้วยกัน ทำให้ลูกเห็นว่า ตัวอย่างดีๆ นั่นมีจริง ใกล้ๆตัวเขานี่เอง


edit @ 2007/08/12 21:41:28

Comment

Comment:

Tweet