2007/Aug/12

ว/ด/ป : เก่ามาก จำไม่ได้แล้ว

นักวิชาการชี้รัฐไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์แห่งความหวาดกลัว ทว่าความรุนแรงกลับได้รับการสนับสนุนและกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุเพราะสังคมไทยมีพื้นฐานนิยมคนรุนแรง นักวิชาการต่างร่วมคิดหาทางออก

จากการสัมมนาวิชาการเรื่อง อาณาจักรแห่งความกลัว ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยศูนย์ข่าวสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นวิทยากรได้แก่สมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการและนักอบรมสันติวิธี

นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึงการดำเนินนโยบายของรัฐที่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ทำให้สังคมไทยเข้าสู่วิกฤติการณ์ ไม่ว่าจากเหตุการณ์ที่ตากใบ การสนับสนุนสงครามอิรักโดยผูกมิตรเชิงนโยบายกับอเมริกา และการเป็นปากเป็นเสียงให้กับรัฐบาลเผด็จการพม่า พูดแทนเกือบทุกเรื่องเมื่อพม่าโดนสังคมโลกกล่าวหา แต่ทว่าประชาชนหลายฝ่ายกลับยังออกมาให้กำลังใจรัฐบาล นายไกรศักดิ์เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ภาวะคลั่งชาติที่จะปรากฏขึ้นในทุกจุดของสังคม

การข่มขู่กันถึงส่วนตัวเกิดขึ้นทุกวัน คนที่แสวงหาความจริง คนที่สอบสวน คนที่ปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า คนยากคนจนโดนฆ่าตายทั่วประเทศ แล้วเราเรียกยุคนี้ว่ายุคอะไร

นายไกรศักดิ์ตั้งข้อสงสัยในสถานการณ์ภาคใต้ว่า การตอบโต้รัฐไทยโดยการฟันพระ ยิงครู เอาเจ้าหน้าที่รถไฟมาตัดคอแล้วให้รถไฟทับมันเป็นพฤติกรรมทางการเมืองหรือเป็นการวางกับดักให้รัฐไทยที่มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงตกกับแล้วลงโทษชุมชนเพราะจับคนร้ายไม่ไได้ รัฐไทยตกกับนี้เพราะนิยมพฤติกรรมเก่าๆของตัวเองหรือทำโดยไม่มีจิตสำนึก

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ปลุกอาณาจักรแห่งความกลัวโดยนโยบายรุนแรงต่างๆ เช่น การปราบปรามยาเสพติด วิธีการการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลได้ให้สัญญาณแห่งความรุนแรง ทำให้สังคมไทยที่มีลักษณะของความอนุรักษ์นิยมอยู่แล้วตื่นขึ้นมา คุณทักษิณเองก็ไม่สามารถควบคุมอาณาจักรแห่งความกลัวนี้ได้จึงต้องพับนก ต้องพบนักวิชาการ

อาณาจักรแห่งความกลัวครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ทุกครั้งอาณาจักรแห่งความกลัวมีเจตนาที่ชัดเจน การหยุดนั้นไม่ง่าย เหมือนเรือขนาดใหญ่ที่เราต้องอดทนและเชื่อมั่นว่าที่ไม่มันผิดทาง

ด้านดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ นักวิชาการประวัติศาสตร์ที่เข้าร่วมในการเสวนา กล่าวว่า กำเนิดของรัฐโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างใช้อำนาจ ความรุนแรงและความกลัวในการหล่อเลี้ยงคนประเทศ และประเทศไทยก็เป็นเช่นเดียวกัน

อาณาจักรแห่งความกลัวของรัฐนั้นมีความรุนแรงอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ต่างกันที่ว่าความรุนแรงของรัฐนั้นมักจะมีพื้นที่หรือเป้าหมายแน่นอนพอจะคาดการณ์ได้และหลีกเลี่ยงได้ แต่ความกลัวที่เกิดจากรัฐนั้นเกิดทุกที่ ไม่เว้น เกิดได้กับทุกคนแม้ขณะนี้สังคมจะเข้าใจว่า ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้ความกลัวจากการใช้ความรุนแรงของรัฐมีเพียงประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นเป็นเช่นนั้น

ดร.ธเนศแสดงความห่วงใยสถานการณ์ภาคใต้ว่า ความน่ากลัวของรัฐที่น่ากลัวที่สุดก็คือ คนที่เป็นเหยื่อและผู้กระทำไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงส่วนไหนของสถาบัน (รัฐ)นี้ เพราะฉะนั้นก็จะพบกรณีที่เราอ่านรายงานพบว่าผู้ที่กระทำความรุนแรงหรือกระทำให้เกิดความกลัวต่อกับผู้ที่เป็นเหยื่อนั้น คิดว่าตนเองทำสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม

ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อาณาจักรแห่งความกลัวเกิดจากปัจจัยคือ สภาวะความกลัว และสภาวะการพึ่งพา ซึ่งได้แก่นโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดนี้ซึ่งมีลักษณะกลวงและเปิดโอกาสให้ความช่วยเหลือเฉพาะปัจเจกบุคคล เช่นตัวอย่างของแม่ไฮที่เคยเป็นหนึ่งในสมัชชาคนจน ทำให้กลุ่มของประชาชนไม่มีการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและการแบ่งขั้ว
ผมคิดว่าอาณาจักรแห่งความกลัวไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากรัฐเพียงอย่างเดียว แต่มีอะไรที่หล่อเลี้ยงอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นผู้คน

นางสาวนารี เจริญผลพิริยะ นักอบรมสันติวิธีกล่าวว่า ตนได้ลงไปพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าความกลัวที่เจอนั้นเป็นรูปธรรม ทุกคนต่างมีความหวาดกลัวกันเละกัน ชาวบ้านกลัวเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่รัฐเองก็กลัวชาวบ้าน ไม่มีใครไว้ใจกัน ซึ่งการอยู่ในสภาวะทนยอมและกดดันมากๆ อาจนำไปสู่การเก็บกดและระเบิดในที่สุด

ปัญหาของคนที่ถูกใช้ความรุนแรงและยอมมากๆ เท่าที่เราพบ จะมีลักษณะที่เป็นการเก็บกด คือ ถ้ายอมมากหลายๆ ครั้งสะสมเข้านานเข้า เวลาที่แสดงออก จะไม่ได้แสดงออกในแบบที่ปรกติ จะแสดงออกในแบบผิดปรกติ เป็นการระเบิด นี่คือระเบิดเวลา

ด้านนางสาวพิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวถึงสื่อว่า สื่อทุกวันนี้อยู่ในความครองครองของรัฐทั้งสื่อของรัฐเองและสื่อในกลุ่มทุน ด้านเนื้อหาของสื่อนั้นก็ถูกชี้นำไปในทางเดียวกัน ทำให้เกิดกระแสชาตินิยม นำไปสู่การตั้งคำถามว่า สังคมไทยเป็นสังคมเหยียดเชื้อชาติศาสนาหรือเปล่า สังคมไทยกดทับความแตกต่างทางวัฒนธรรมหรือเปล่า พร้อมทั้งเสนอว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องกลับมาทบทวนความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคม

สำหรับแนวทางออกจากอาณาจักรแห่งความกลัว ดร.ประภาสชี้แนะในสองทางคือ หนึ่งคือการหัวเราะ ซึ่งอาจดูตลกแต่การหัวเราะทำให้คนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเศรษฐีหรือเป็นอะไร สองคือความรู้ที่ช่วยทำให้เราออกมาจากอาณาจักรแห่งความกลัว รัฐนี้จึงออกมาวิพากวิจารณ์นักวิชาการ ทำให้นักวิชาการดูตลก

นางสาวนารีแนะแนวทางแก้ไขว่า ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่จะจัดการกับความกลัวและความรุนแรงได้ ไม่ใช่รัฐ ดิฉันเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ไม่สามารถได้ด้วยอำนาจรวมศูนย์ คือไม่ใช่ว่า ถ้ารัฐ เปลี่ยนมาใช้สันติวิธีแล้วปัญหาทั้งหมดมันจะคลี่คลาย ดิฉันไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

นายปริญญากล่าวถึงทางออกว่า ถามว่าจะทำอย่างไร อย่างแรกผมมองว่า คุณทักษิณพยายามลดความรุนแรงลง เห็นได้จากกรณีลูกเสือชาวบ้าน ผมอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ เขาใช้คำพูดรุนแรงมาก แต่ภาพกิจกรรมที่ออกมาคือลูกเสือชาวบ้านออกมาพับนกซึ่งดีกว่าให้ลูกเสือชาวบ้านทำอย่างอื่น หวังว่าคุณทักษิณจะทำต่อไป ไม่ใช่หวังผลในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งต้องดูกันต่อไป สองนักกฎหมายรอบตัวคุณทักษิณต้องหยุดให้บริการในทางที่ไม่ถูกไม่ควร อะไรทำไม่ได้ควรบอก ควรเตือน สามสังคมไทยเป็นสังคมแห่งอารมณ์ ความเชื่อ ความเห็น ไม่ใช่สังคมแห่งความรู้และความจริง ความจริงเป็นสิ่งสำคัญและสังคมไทยก็เชื่อง่าย เชื่อสื่อง่าย ผมอยากให้ท่านใช้หลักกาลามสูตร ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ให้ดีก่อนอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความรู้ ความจริงและเชื่อในสันติวิธี อีกอย่างสื่อมวลชนนั้นมีบทบาทมากการใช้วิธีทำข่าวเพื่อขายข่าวอย่างที่ผ่านมาทำไม่ได้แล้ว


edit @ 2007/08/13 22:44:04

Comment

Comment:

Tweet


สังคมไทยมีพื้นฐานนิยมความรุนแรง

เห็นด้วยอย่างมาก แล้วมันก็เป็นปัญหาที่แก้ยากด้วยสิ
#1 by SN.Kuruga At 2007-08-12 23:11,