2007/Aug/12

5 มิถุนายน 2549

ทุกครั้งฉันบอกเพื่อนของฉันว่า ฉันเพิ่งลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มา

พวกเขามักถามว่า แกไปทำไมอ่ะ? ไปทำธุระอะไรว่ะ?

ฉันได้แต่ตอบ "เปล่าๆ แค่ลงไปนะ"

ไม่รู้ทำไม ฉันรู้สึกพูดไม่ออก บอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะคิ้วที่ขมวดน้อยๆ ของเพื่อนเกลอ อาจเพราะท่าทางเล่นๆ ที่ถามว่าเราได้เผลอไปวางระเบิดหรือยังจ๊ะ ทำเอาความตลกของฉันบ้าใบ้ไปเล็กน้อย เพราะจากที่ฉันไปเยี่ยมแค่ 4-5 วัน ยังรู้สึกได้ว่ามันเป็นมุขอันขื่นขมของคนที่นั่น

ภาพของบังโย พี่เจ้าบ้านที่ต้อนรับพวกเราอย่างดี วิ่งเข้ามาในหัว วันนั้นเป็นวันที่เราเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ด้วยรถสองแถว บังโยคลุมหัวด้วยผ้าลายตารางสีฟ้าสลับดำเหลือไว้แต่ลูกตาที่ดูขี้เล่น เอาไม้ยาวประมาณ 3 เมตรที่ตกอยู่แถวนั้นมาถือ แล้วเก็กท่าถ่ายภาพราวว่า ...นี่ไง ผู้ก่อการ ตัวจริง...

แม้มันจะขำดีในตอนนั้น แต่พอมาคิดจริงๆ จังๆ มันไม่ใช่เรื่องขำเลย เพราะการเหมารวมคนอื่นเป็นสิ่งที่เราทำกันเสมอและความเจ็บปวดของเขาก็ยังคงอยู่ในใจพวกเขา

กลับมาที่คำถามของเพื่อนฉันว่าทำไมฉันถึงไป พื้นที่ที่ใครๆ ก็เกลียด ก็กลัว? เปล่า ฉันไม่ใช่คนกล้าหาญ เป็น พญาชาญดาบ เมื่อชาติก่อนเก่า แต่ฉันเป็นแค่คนขี้สงสัยที่ไปด้วยความอยากรู้ อยากเข้าใจเท่านั้นเอง

ฉันอยากรู้ที่หนังสือพิมพ์เขาว่ากันทุกเช้าทุกเย็นว่ามีระเบิด ยิงปืนยิงกันโป้งป้างเป็นว่าเล่น ฉันอยากเข้าใจที่นักวิชาการเขาว่าถึงอาณาจักรแห่งความกลัว ฉันอยากรู้ที่ฉันอ่านจากสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่น่าเศร้ามากมายไม่ว่าจะเป็นกรือเซะ ตากใบ จริงๆ แล้วสถานการณ์จริงคืออะไร พวกเขาอยู่กันได้อย่างไร แล้วมันเป็นอย่างไรบ้างนะ

จากความเชื่อส่วนตัว (ที่อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้) ฉันเชื่อว่าเราไม่สามารถเข้าใจอะไรได้ลึกซึ้งจริงๆ ถ้าเราไม่เข้าไปสัมผัสมันด้วยใจที่เปิดรับ

ด้วยความใจง่ายฉันจึงเตรียมตัวเตรียมใจแค่ ทำตัวให้เล็กและพร้อมที่จะรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

"อิสลามมูลัยกุม" คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้อย่างแรก มันคือคำทักทายที่หมายถึง ขอให้ความสันติสุขจงมีแก่ท่าน ฉันเห็นพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นอิสลาม กล่าวทักทายเพื่อนพร้อมกับยื่นมือทั้งสองจับกัน แล้วประทับมือทั้งสองไว้ที่อก บางคนก็เอามือแตะที่จมูก

ฉันงงๆ นิด และขัดเขินไม่กล้าทำตาม เพราะการสัมผัสกับคนแปลกหน้าด้วยผ่ามือทั้งสองแล้วเอาประทับที่อก เป็นสิ่งที่ฉันไม่คุ้นชิน เขินจะตาย แต่เข้ามาตาหลิ่วแล้วก็ต้องหลิ่วตาตาม ครั้งแรกที่ฉันมีโอกาสได้ใช้มือทั้งสองทักทายเป็นไปกับคุณยายท่านหนึ่งที่ลูกชายเสียไป เธอยิ้มๆ และพูดภาษามลายูที่ฉันไม่เข้าใจ แต่ฉันก็เงี่ยหูฟังล่ามไปเรื่อยๆ แกบอกว่าดีใจจังที่มีคนมาเยี่ยมและอื่นๆ อีกมากมาย แล้วฉันก็ได้ลากับแกตอนกลับ

มือของแกเหี่ยว แต่นิ่ม ฉันจับมือแกช้าๆ แล้วแตะไว้ที่จมูก ปลายมือของฉันอุ่นกว่าปกติ ทำให้กลิ่นของคุณยายดูอบอุ่นขึ้นมา ฉันไม่รู้ความหมายที่ลึกซึ้งของการทักทายแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกคือ มันคงเป็นการทักทายทางจิตวิญญาณที่แช่มช้า ชื่นบาน นำมาซึ่งรอยยิ้มพิมพ์ใจ

แต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงรอยยิ้ม เมื่อฉันได้เป็นเยี่ยมก๊ะละ คุณแม่ลูกสองและภรรยาที่สามีจู่ๆ ก็หายตัวไปอยู่คุกเขมรมาสามปี ในคดีก่อการร้ายสากล ฉันได้เห็นทั้งรอยยิ้มที่อารีย์และแววตาที่เก็บกักน้ำตาแห่งความเศร้าเอาไว้ มือของเธออวบอูม อ่อนโยนแต่มั่นคง แล้วฉันก็นาบมันไว้ที่หัวใจของฉัน

เมื่อฉันกลับมากรุงเทพฯ ได้ไม่กี่วัน ข่าวคุณครูจูหลิงถูกทำร้ายโด่งดังทั่ว คำประณาม ด่าทอดังขึ้น คำถามและความไม่เข้าใจเต็มอยู่ในบรรยากาศ

ฉันคุยกับเพื่อนของฉันที่เป็นคนเหนือ เธอดูเต็มไปด้วยอารมณ์และคำถาม ทำไมชาวบ้านต้องทำครู? ครูทำอะไรผิด? ทำไปเพราะศาสนาเหรอ? แยกดินแดนไปเลยจริงๆ จะดีกว่านี้ไหม?

ฉันรู้สึกอึ้งไปเหมือนกันเมื่อคำถามพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ฉันหายใจเข้าช้าๆ และพยายามอธิบายเท่าที่สมองเล็กๆ ของฉันจะทำได้

ฉันพูดได้เต็มปากว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่งดงาม แช่มช้า เต็มไปด้วยพิธีกรรมแต่ศักดิ์สิทธิและอ่อนโยน ฉันเชื่อว่าศาสนาไม่ใช่ต้นเหตุของการทะเลาะเบาะแว้ง แต่แป็นพราะคนที่มองศาสนาให้เป็นเหมือนเสื้อผ้า เชื่อว่าใส่คนละสีก็คงจะเป็นคนละพวก

ในมุมมองของเรา เราเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ทะเบียนบ้านของเราระบุว่าเราเป็นคนสัญชาติไทย ศาสนาพุทธ ส่วนคนมุสลิมในภาคใต้ที่เป็นคนส่วนน้อย แต่มองกลับกัน คนในพื้นที่คนมุลสิมคือคนส่วนใหญ่ ส่วนคนพุทธเป็นคนส่วนน้อย และหากมองในภาพที่ใหญ่ขึ้นประชากรโลกทั้งหมด เราซึ่งสัญชาติไทย ศาสนาพุทธ กลับเป็นคนส่วนน้อยของโลก

เราจะยอมรับได้หรือไม่ว่า เราต่างเป็นคนส่วนน้อยเหมือนกัน?

แล้วทำไมชาวบ้านต้องทำครู? บางทีนี้อาจจะเป็นปัญหาที่เราต้องหาคำอธิบายร่วมกัน ว่าชาวบ้านในที่นี้คือใคร? และใครทำชาวบ้านมาก่อนหน้านี้? และครูคืออะไร ทำไมต้องทำครู?

ใช่รัฐหรือเปล่าที่ทำคนในครอบครัวของเขาหายไปอย่างไร้ร่อยรอย? ใช่มือที่สามหรือไม่ที่ทำร้ายพวกเรา? หรือ ใช่เราหรือเปล่าที่เฉยเมยกับการเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ตากใบ เหตุการณ์รายวัน สิ่งนี้จึงทำให้บาดแผลนี้บานปลาย ระเบิดเป็นเหตุการณ์ดังกล่าว

ในกรณีนี้ คุณนารี เจริญผลพิริยะ บอกกับฉันว่าบางทีอาจเป็นเพราะ โรงเรียนและครู เป็นสัญลักษณ์หนึ่งเดียวในหมู่บ้านที่เป็นตัวแทนของรัฐ การทำลายเผาโรงเรียน การยิงครู หรือการทุบตีครูจูหลิง ไม่ใช่เป็นการตีเพราะความแค้นส่วนตัว แต่เป็นการตอบโต้รัฐแบบหนึ่ง

ฉันไม่รู้ว่า คำตอบนี้จะเพียงพอหรือเปล่าสำหรับเพื่อนของฉันที่เฝ้าถามว่า ทำไมต้องทำครู ครูทำอะไรผิด?

เพราะบางทีคำถามสำเร็จรูปก็ไม่สามารถตอบได้ด้วยคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องใช้ หัวใจ ที่ต้องการทำความเข้าใจอย่างมีสติและหาคำตอบร่วมกัน เท่านั้นเอง

Comment

Comment:

Tweet