2007/Aug/13

9 พฤศจิกายน 2549

ท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เต็มไปด้วยรุนแรง ชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดยังคงต้องดำรงชีวิตในบ้านเกิดเมืองนอนขแงตนโดยไม่หนีไปไหน พวกเขาอยู่ท่ามกลางความรุนแรงที่ไม่รู้ผู้ทำ ไม่เห็นผู้ร้าย รู้ตัวอีกครั้งคนในครอบครัวก็ประสบเหตุร้ายขึ้นแล้ว บ้างหายสาบสูญ บ้างถูกยิง บ้างโดนลูกหลง ความไม่เข้าใจและความหวาดระแวงในกันและกันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วพวกเขาจะอยู่ร่วมกันอย่างไร? ทางออกเล็กๆ ในการเยียวยาบาดแผลนี้ เยาวชนกลุ่มหนึ่งได้เริ่มมันแล้ว

หลังเหตุการณ์ ณ มัสยิดกรือแซะ เมื่อ 2 ปีก่อน กลุ่มนักศึกษาหลากหลายกลุ่มจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีได้รวมตัวกัน ลงพื้นที่ในบ้านเกิดของพวกเขา เพื่อเยี่ยมเยี่ยนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เพื่อสัมผัสความรู้สึก ความเป็นไป และให้กำลังใจกันละกัน

กลุ่มเยาวชนเหล่านี้ต่อมามีรวมกันในชื่อว่า เยาวชนใจอาสา

นางสาวซูบายด๊ะ ดารอนิง เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการเครือข่ายเยาวชนใจอาสา มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เล่าที่มาที่ไปของกลุ่มว่า ตอนแรกไม่ได้เป็นกลุ่มแบบนี้ขึ้นมาเลย แต่มาจากเป็นกลุ่มนักศึกษาหลายๆ กลุ่มที่แยกกันเยี่ยมเยียนชาวบ้านตามที่ต่างๆ แต่มีเป้าหมายเหมือนกันคืออยากให้ที่นี้สงบสุข ในตอนหลังพบผู้ใหญ่ใจดีเขาสนับสนุนให้เรารวมกันทำอะไรดีๆ กลุ่ม เยาวชนใจอาสา จึงเกิดขึ้น

ซูบายด๊ะเล่าว่า กิจกรรมนักศึกษานั้นลงพื้นที่นั้นมีตั้งแต่หลังเหตุการณ์ปล้นปืนแล้ว เป็นกลุ่มผู้ชาย พวกเขาลงไปเก็บข้อมูลคนหาย ส่วนงานเยียวยานั้นเริ่มหลังเหตุการณ์กรือแซะ เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว นักศึกษาหลายกลุ่มเข้าไปเยี่ยมคนที่ได้รับผลจากเหตุการณ์ ไปให้กำลังใจ ช่วงแรกมีกลุ่มผู้ชายร่วมด้วย แต่ตอนหลังเปิดเผยตัวไม่ได้เพราะถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มผู้หญิงจึงมีบทบาทในเรื่องการเยียวยามากเป็นพิเศษ แต่เพื่อให้การลงพื้นที่เป็นไปอย่างเปิดเผยมากขึ้น จึงได้ลงพื้นที่พร้อมองค์กรต่างๆ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน หลังจากนั้นผู้ใหญ่ใจดีที่ต้องการให้มีความชัดเจนในกลุ่มนักศึกษา จึงชวนให้นักศึกษาที่สนใจในเรื่องนี้รวมตัวกัน แล้วสนับสนุน จากเดิมที่เป็นกลุ่มไม่เป็นทางการ จึงรวมตัวเป็นเครือข่ายเยาวชนใจอาสา เพื่อครอบครัวผู้สูญเสีย ขึ้นมา

ก่อนหน้านี้เราลงพื้นที่ใช้เงินตัวเองกันไป แต่ก็ไป เพราะมันเป็นอะไรที่เราต้องช่วยอยู่แล้ว คนสูญเสียเขาต้องการกำลังใจ ครอบครัวเขาหายตัวไปไหน เกิดอะไรขึ้น เขาตั้งคำถามตลอด ซูบายด๊ะกล่าว

ด้าน นางสาวมัทนี จือนารา อีกหนึ่งเจ้าหน้าที่ของเครือข่ายเยาวชนใจอาสาเล่าถึงการทำงานของที่นี่ว่า งานหลักๆ คือการไปให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา แต่คำปรึกษาในที่นี้ไม่ใช่หมายความว่าไปชี้ให้เขาทำอะไร แต่เป็นการรับฟังความรู้สึก พยายามถามไถ่ว่าเขารู้สึกอย่างไร เพราะการได้พูดในสิ่งที่ประสบเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจอย่างหนึ่งและทำให้ชาวบ้านเท่าทันความรู้สึกตัวเอง

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจจากการลงพื้นที่ คือ ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับมีจิตใจเข้มแข็ง สามารถเยียวยาตัวเองด้วยศาสนา หลายครั้งที่ไปเพื่อให้กำลังใจ แต่กลับกลายเป็นว่าตัวนักศึกษาด้รับกำลังใจจากชาวบ้าน

เราถามว่าก๊ะเป็นอย่างไรบ้าง (ก๊ะภาษามลายูแปลว่าพี่) เขาจะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเพราะพระเจ้ากำหนด ทุกคนล้วนต้องตาย ตัวเขาเองก็จะเจอเช่นกัน ทุกอย่างเป็นบททดสอบของพระเจ้า ฉะนั้นไม่ว่าจะเจออะไรต้องอดทน สิ่งเหล่านี้ทำให้คิดได้ว่าได้รับอะไรจากเขาเยอะ ทั้งๆ ที่เขาเจอแบบนี้ยังเข้มแข็งได้ ยืนหยัดได้ มัทนีกล่าว

แต่การรลงไปเยี่ยมเยียนก็ใช่ว่าจะราบเรียบไปเสียหมด ซูบายด๊ะเล่าให้เราฟังว่า ตอนแรกๆ ชาวบ้านหลายคนไม่ไว้ใจพวกเขา เราเป็นใคร มายุ่งอะไรกับเขา กว่าจะได้คุย กว่าจะได้ข้อมูลยากมาก ถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบนะ ตอนเก็บข้อมูลให้คณะกรรมการสิทธิ เรารู้สึกเสียใจ ทำไมเขาไม่ไว้ใจเราเลยนะ แต่หลังๆ ก็สนิทกับเขา เหมือนเป็นพี่น้องเป็นญาติสนิท

นางสาวรอมือละห์ แซเยะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานเยาวชนใจอาสา มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์ความรุนแรง เราเองก็เจ็บปวดเหมือนกัน เราอยากรับรู้ บางเหตุการณ์เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันเกิดขึ้น ตอนแรกๆ เข้าไป เข้าไปโดยสัญาชาติญาณที่เราเป็นชาวบ้านเหมือนกับเขา ถ้าเราเป็นเขาแล้วจะทำแบบนี้แหละ ตอนหลังๆ เริ่มมีความรู้มากขึ้นจากการไปอบรมด้านการให้คำปรึกษา ด้านสันติวิธีจากองค์กรต่างๆ ก็ช่วยขึ้นเยอะ

ขณะนี้เครือข่ายเยาวชนใจอาสามีนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายมหาวิทยาลัยประมาณ 40 คน ทั้งมัทนี ซูบายด๊ะ และ รอมือละห์ ต่างบอกว่าตอนนี้พวกเธอเป็นเป็นเพียง ผู้ดูแล ให้น้องๆ เข้ามาคิด พูด และทำให้เต็มที่

ตั้งกลุ่มจริงๆ ไม่ถึงปี แต่ผลตอบรับก็ดี น้องชวนเพื่อนเข้ามาเรื่อยๆ สิ่งที่พบคือน้องมีพลังในตัวเองเยอะ มีครั้งหนึ่งได้ทำสมัชาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศหลังเหตุการณ์ตากใบ ตัวแทนของแต่ละมหาวิทยาลัยมาร่วมกันลงพื้นที่และแชร์ความคิด หลังจากลงพื้นที่แล้วก็มาระดมความเห็นตั้งแต่เย็นวันหนึ่งจนถึงเช้าอีกวัน ไม่หลับไม่นอนเลย คุยกันทั้งคืนว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เราเห็นแล้วมีพลัง พี่อยากให้ที่นี่เป็นส่วนร่วมของทุกคน ส่วนน้องๆ เป็นเจ้าของที่นี้ เราทำหน้าที่แค่ดูแลบ้านให้น่าอยู่ ซูบายด๊ะกล่าวด้วยรอยยิ้ม

นอกจากการรวมพลังเยาวชนทำสิ่งดีๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จากการลงพื้นที่ คือ การลดอคติซึ่งกันละกัน รอมือละห์เล่าประสบการณ์ว่า มีน้องคนหนึ่งชื่อ จ๋า มาจากราชภัฎจันทบุรี เดิมน้องเคยเกลียคคนมุสลิมมาก แต่พอลงมาที่นี้ เขาบอกว่าเขาได้รับความอบอุ่นจากที่นี้ คนที่นี้ใจดี มีความห่วงใยซึ่งกันและกัน เมื่อก่อนเคยเกลียดกลัว เราเข้าใจ พี่ท้าให้ลองมาที่นี้ดู มาครั้งแรก จะมาครั้งที่สอง ครั้งที่สาม แล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้รุนแรงตลอดเช่นที่เป็นข่าว คนไม่ได้โหดเหี้ยมอย่างที่ว่า

ในเรื่องความกลัวต่อเหตุการณ์รุนแรงนั้น มัทนีบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวเองก็มีความกลัวเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่สีแดง แต่เมื่อลงไปเรื่อยๆ ศึกษาพื้นที่ดีๆ ความกลัวก็ลดน้อยลง

พี่นารี แซ่ตั้ง นักอบรมสันติวิธีที่เราทำงานด้วย บอกว่าเมื่อใดก็ตามที่ไปพื้นที่สีแดง ก็เหมือนเราเดินไปในสูญญากาศ เปรียบเหมือน นาดี มูจา หรือโมเสต ผู้เป็นศาสนฑูต เขาเดินทางผ่านน้ำทะเลซึ่งเป็นอุปสรรคได้ เราเองที่ไปในพื้นที่เหล่านั้นด้วยใจบริสุทธิ์ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่ตลอดหนึ่งที่ผ่านมาทำให้แต่ละคนได้บทเรียนมากมาย มัทนี บอกเล่าความประทับใจจากการลงพื้นที่โครงการเยียวยาตากใบตลอดหนึ่งปีเต็มว่า ตอนนี้โครงการใกล้จบ พี่ใจหายมาก กลัวไม่ได้เจออีก เขาเหมือนเป็นพี่น้องเรา มิตรภาพจากชาวบ้านมันยิ่งใหญ่นะ อีกอย่างที่หาไม่ได้อีกแล้วคือ ประสบการณ์ทำงานกับผู้ใหญ่หลายๆ คน เขาสอนเรา แต่ว่าบางครั้งเราเจอสถานการณ์รุนแรงที่บ้านเรา มันแย่มากเลยนะ พอเราไปเจอชาวบ้านที่ทุกข์อยู่ เราก็อยากทำให้ดีกว่านี้ คิดถึงความลำบากของชาวบ้านกว่านี้

ด้านรอมือละห์ ผู้ประสานงานกลุ่มบอกว่า นอกจากมิตรภาพและผูกพันธ์แล้ว สิ่งที่ได้คือเธอได้รู้จักบ้านของตัวเองอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

เมื่อก่อนเราเคยจะได้ยินว่าตรงอำเภอนี้มันป่า น่ากลัวนะ ไม่เคยคิดจะไปเลย แต่พอได้ไป กลับพบแต่ความสวยงามทั้งนั้นเลย อบอุ่นทั้งบรรยากาศและผู้คน ในพื้นที่ที่รัฐเขาขีดว่าเป็นสีแดงนั้นมีแต่คนใจดีทั้งนั้น มีเรื่องหนึ่งที่พี่ประทับใจมากที่ยะลา เราไปเมือง คนเยอะพอสมควร เราเห็นป้ายเขียนว่า เงินใครตกที่นี้เมือเดือนที่แล้ว มาเอาคืนด้วย เราก็ฉุกคิดเลยว่า เอ๊ะ! นี้หรือคือเมืองของคนก่อการร้าย หนึ่งเดือนเต็มไม่มีใครแอบอ้างเลยว่าเป็นเงินตัวแม้แต่คนเก็บ มันทำให้เราเห็นในความเป็นคนที่นี้ รากฐานคนมันสุจริต

แม้ว่าการเยียวยาจิตใจจะไม่ได้แก้ปัญหาใต้ทั้งหมดที่มีอยู่ แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาหัวใจที่เจ็บปวด น้ำตาที่ยังไม่เหือดแห้งไปด้วยหัวใจ นี่เป็นคือเสียงจากเยาวชนเล็กๆ ที่ต้องการสร้างสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน เพราะเราล้วนเป็นพี่น้องร่วมโลกใบนี้

ร่วมสนับสนุนการทำกิจการเยาวชนใจอาสาและช่วยเหลือครอครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ควาไม่สงบในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการสมัคร เพื่อนครอบครัว ได้ที่มูลนิธิเครือข่ายครอยครัว โทรศัพท์ 0-2954-2346-7 หรือบริจาคได้ที่ บัญชี มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ธนาคารกสิกรไทย สาขาบางซื่อ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 039-2-43024-5

สถานที่ติดต่อ : เยาวชนใจอาสา มูลนิธิเครือข่ายครอครัว 5/44 ถ.เจริญประดิษฐ์ ซ.11 ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000 โทร. 073-333570 แฟกซ์ 073-335901

Comment

Comment:

Tweet