2007/Aug/18

ทำไมชีวิตครอบครัวจึงมักเริ่มต้นด้วยความสดชื่นดังดอกไม้แรกแย้ม แต่ไม่นานก็กลับแห้งเหี่ยวร่วงโรย

การดูแลรักษาชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว ไปจนถึงชีวิตที่กำลังจะเกิดใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาศัยความรัก ความเอาใจใส่อย่างมาก

พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ให้ความสำคัญกับเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สถาบันครอบครัว ความรัก ความสมานฉันท์ระหว่างสามีภรรยา รวมทั้งเด็กๆ

ครอบครัวเดี่ยวก็คือประดิษฐกรรมแห่งยุคปัจจุบัน นอกจากแม่และพ่อแล้ว ก็มีเพียงลูกอีกหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น บางครั้งในครอบครัวเล็กๆ แบนนี้มีอากาศไม่พอที่จะหายใจ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นระหว่างพ่อแม่ ครอบครัวทั้งหมดจะรู้สึกกระทบกระเทือนไปด้วย บรรยากาศของบ้านจะหนักอึ้ง และไม่มีที่จะหลีกหนีไปไหนได้ บางครั้งเด็กอาจจะหลบเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ และปิดประตูใส่กลอนเพื่อที่จะอยู่ตามลำพัง แต่ก็ยังคงไม่มีทางหนี บรรยากาศที่หนักอึ้งยังคงแทรกซึมตามเข้ามาในห้องน้ำด้วย เพราะฉะนั้นเด็กๆ จะเติบโตขึ้นพร้อมกับเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมาน และจากนั้นก็จะถ่ายทอดเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไปสู่ลูกๆ ของเขาต่อไป

วิธีที่จะหยุดบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมานให้กับบรรพบุรุษและลูกหลานของเรา คือ การฝึกปฏิบัติ ซึ่งได้แก่ การตามลมหายใจ การเฝ้าดูภาวะจิตใจในปัจจุบัน เรียนรู้วิธีการเริ่มต้นใหม่ การฝึกรับฟังอย่างลึกซึ้ง การฝึกพูดจาด้วยถ้อยคำแห่งรัก เป็นต้น

การฝึกปฏิบัติเช่นนี้เป็นการคลายเงื่อนปมในใจเราและคนรอบข้างเรา ช่วยก่อให้เกิดความสงบสุข ความชื่นบาน มิตรภาพไมตรี และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อตนเอง

เราจะปฏิเสธได้อย่างไรเล่าว่า ความสุขของคนคนหนึ่ง หาใช่ความสุขของครอบครัว

ท่านติช นัท ฮันห์เคยมีความคิดอยากก่อตั้งหลักสูตรหนึ่งชื่อว่า สถาบันเพื่อความสุขของคนคนหนึ่ง ซึ่งว่าด้วย การมองอย่างลึกซึ้ง
การมองอย่างลึกซึ้ง คือ การฝึกปฏิบัติเพื่อมองเห็นตนเองอย่างแท้จริง เราสามารถมองเห็นทั้งดอกไม้และขยะที่หมกมมในตนเอง สิ่งเหล่านี้ตกทอดมาจากบรรพบุรุษและสังคมของเรา เมื่อจบหลักสูตรแล้ว ผู้ได้รับการฝึกปฏิบัติจึงจะมีความพร้อมพอที่จะแต่งงานได้

ที่หมู่บ้านพลัม มีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยไปฝึกปฏิบัติและแต่งงานที่นั้น หนึ่งอาทิตย์ก่อนแต่งงาน แทนที่จะเตรียมงานแต่งงานอย่างที่เราคุ้นกัน พวกเขามาฝึกปฏิบัติที่หมู่บ้านพลัมแทน เพื่อ ที่จะเตรียมตัวเองให้พร้อมกับการมีชีวิตคู่ พวกเขาจะมีหลวงพี่ใหญ่คอยดูแลให้คำปรึกษาเสมือนเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว หลายคนพาครอบครัวมาด้วย ทั้งพ่อแม่ลูก พวกเขามาฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะแปรเปลี่ยนตนเอง หลวงพี่นิรามิสา ภิกษุณีหมู่บ้านพลัมกล่าว

เป็นปกติ เมื่อเราตกลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ เราย่อมต้องเห็น ฟัง ประสบ สิ่งที่เราไม่พบเคยเห็นอีกฝ่ายหนึ่งมาก่อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจ ความไม่เข้าเข้าใจ เมื่อไร้การสื่อสารระหว่างกัน ช่องว่างความไม่เข้าใจกันกว้างขึ้น เกิดความเบื่อหน่าย และในที่สุดความสัมพันธ์ก็ร้าวฉาน

การมองอย่างลึกซึ้งทั้งภายในตนเองและคู่รักจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

สมาธิภาวนาก็คือการมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในธรรมชาติของสิ่งต่างๆ รวมทั้งธรรมชาติของตัวเราและคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เมื่อเราเห็นธรรมชาติของคนคนนั้น เราจะค้นพบความยุ่งยาก ความปรารถนา ความทุกข์ทรมาน และความวิตกกังวลของเขา ท่าน ติช นัท ฮันห์ เขียนในหนังสือศานติในเรือนใจ

ฉะนั้นการฝึกปฏิบัติ จึงมิใช่เพียงกุญแจของการเข้าสู่ความสุขสงบส่วนตัว หากเป็นการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อกันและกัน การฝึกปฏิบัติฟังอย่างลึกซึ้ง และพูดต่อกันด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนเป็นอีกหนึ่งการฝึกปฏิบัติที่สำคัญด้วยเช่นกัน

วิธีดูแลรักษาความสัมพันธ์อย่างหนึ่งก็คือ การเริ่มต้นใหม่ในความสัมพันธ์ เป็นพิธีกรรมที่เราทุกคนจะมานั่งล้อมวงกัน โดยมีแจกันดอกไม้ที่สวยงามตั้งไว้ตรงกลาง แต่ละคนตามลมหายใจเข้าออก และน้อมนำตนเข้าสู่พิธี พิธีนี้มีอยู่สามขั้นตอน

เริ่มแรกคือรดน้ำดอกไม้ เราเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยตระหนักรู้ถึงดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้า มองเห็นความงดงามที่คนตรงหน้าได้เคยทำให้เรา เราจะกล่าวขอบคุณความดีของตัวด้วยความจริงใจ ไม่ใช่การยกยอ เราอาจจะขอบคุณในกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงความมีน้ำใจของเขา การทำเช่นนี้ทำให้เราสามารถมองเห็นความดีในตัวเขาและช่วยรดน้ำเมล็ดพันธ์ที่ดีงามในตัวเขาด้วย

ขั้นตอนที่สอง คือการแสดงความเสียใจในสิ่งที่เราอาจทำให้คนอื่นเจ็บปวด การพูดโดยไม่คิด การกระทำบางอย่างของเราสามารถทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ ขั้นตอนนี้เปิดโอกาสให้เราระลึกถึงมันและตั้งใจมั่นที่จะไม่ทำมันอีก

ขั้นตอนที่สามคือการแสดงความเจ็บปวดในใจอย่างตรงไปตรงมาด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวานไพเราะ หาใช่พูดเพื่อเยินยอ หาใช้พูดเพื่อตำหนิติเตียนหรือบ่อนทำลายความรู้สึกของกันและกัน แต่เพื่อบ่มเพาะความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ในระหว่างที่เราอยู่ท่ามกลางวงพิธีเริ่มต้นใหม่ เราฝึกที่จะฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ ฟังอยากไม่พยายามตัดสิน หรือโต้เถียง การใส่ใจของเราสำคัญมากที่จะช่วยเยียวยาคนที่อยู่ตรงหน้าเรา

เราอาจจบพิธีกรรมด้วยการร้องเพลง จับมือกัน หรือ ภาวนาด้วยการสวมกอด ซึ่งจะช่วยให้การเยียวยาในก้าวแรกมั่นคงมากขึ้น

หากท่านต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง พิธีเริ่มต้นใหม่ และ ศิลปะการดำเนินชีวิต และ รักษาความสัมพันธ์ ท่านสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ ศานติในเรือนใจ ของสำนักพิมพ์ โกมลคีมทอง เขียน โดย ติช นัท ฮันห์ แปลโดย ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์
หรือติดต่อกับทางทีมอาสาสื่อสารและประชาสัมพันธ์ การเยือนเมืองไทยอย่างเป็นทางการของ ท่านติช นัท ฮันห์

Comment

Comment:

Tweet