Article

2007/Aug/13

พรรัตน์ วชิราชัย สำนักข่าวครอบครัว Date Posted : 10/16/2006
http://www.samefamily.net/Home/tabid/575/ctl/Details/mid/1217/ItemID/1400/Default.aspx

ในโลกนี้มีผู้หญิงที่ชื่นชอบผู้ชายที่รักกับผู้ชายอยู่ หรือให้พูดง่ายและหยาบยิ่งขึ้นคือ พวกเธอเป็นผู้หญิงที่รักคู่เกย์!? หลายคนอาจจะร้อง เห? บางคนอาจจะแอบขำอยู่ในใจ หรือแม้แต่บางคนก็อาจจะพยักหน้าอยู่ก็เป็นได้ พรรัตน์ วชิราชัย สำนักข่าวครอบครัว เปลือยใจคุยกับสาว Y ตัวจริงคนหนึ่ง ในวันที่กระแสการ์ตูนเกย์บ้านเรามาแรง

พวกเธออาจจะเป็นคนที่อยู่ข้างๆ คุณ เดินสวนกับคุณ ทำงานที่เดียวกับคุณ เรียนที่เดียวกัน หรือ อาจจะเป็นลูกเป็นหลานของคุณก็เป็นได้ อ่อ และอาจจะเป็นคุณเองด้วย สวัสดีค่ะ

เธอเรียกตัวเองว่าสาว Y มาจากคำว่า Yaoi ซึ่งหมายถึง รสนิยมชื่นชมชายรักชาย ส่วนใหญ่พวกเธอเป็นผู้หญิงในช่วงวัยรุ่นถึงวัยทำงานและมักเป็นผู้หญิงที่เรียนหรือเคยเรียนในโรงเรียนหญิงล้วน

คุณอาจจะถามว่าทำไมถึงเป็นวัยนั้นและทำไมถึงเป็นหญิงล้วน?

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวัยแห่งการผลิแย้มของความคิดที่ว่านี้ก็เป็นได้ ในความคิดของฉันซึ่งเป็นผู้หญิง Y เช่นกัน สาเหตุที่แรกฉันขอเรียกมันว่า "สภาพสังคม" แล้วกัน เธอตอบ แล้วชักชวนให้เราย้อนกลับไปคิดถึงสิ่งที่แวดล้อมวัยรุ่นหญิงซักคนดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร?

สำหรับคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ของเธอ สิ่งที่สาวัยรุ่นหลงไหลได้ปลื้มคงไม่พ้นพระเอกหนุ่มหล่อกล้ามโตอย่างสมบัติ เมทะนี หรือ หนุ่มเข้มแบบคุณไพโรจน์ สังวริบุตร หนุ่มๆ เหล่านี้เต็มไปด้วยความหล่อเข้ม มาดแมน กล้ามโต และเป็นพระเอกไทยตัวจริงกระทิงแดง (แม้ว่าจะแฝงอารมณ์ตบจูบบ้างศรีก็ยังทนได้อยู่ดี)

แต่หาลองมามองเด็กรุ่นนี้กันบ้าง ผู้ชายในอุดมคติของเด็กสาวสมัยนี้ก็คงไม่พ้นหนุ่มๆ ดารานักร้องที่หน้าตาสะอาดสอางค์ขึ้นทุกวัน พวกขาที่ขนทัพมาจากทั้งทิศตะวันออกและตะวันตก ตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว หนุ่มหล่อฝรั่งตาน้ำข้าว หนุ่มญี่ปุ่นหน้าใส ขาว และหวานปานน้ำตาลหกใส่ ไหนจะหนุ่มวงร๊อคจากญี่ปุ่นหรือที่หน้าตารูปร่างบอบบางมีเสน่ห์ แถมยังแสดงดนตรีได้จัดจ้านถึงใจ ปลดปล่อยพลังหนุ่มบนเวทีกับเพื่อนร่วมวง ราวกับพวกเขากำลังสัมพันธ์ทางเพศกันอย่างลึกซึ้งรุนแรงด้วยบทเพลง

ไม่นาน หนุ่มไต้หวัน จีน เกาหลีก็เริ่มทรงอิทธิพลกับจิตใจสาวๆ บ้าง ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มๆ F4 ที่แค่มายืนกวาดนิ้วก็ทำเงินได้หลายร้อยล้าน หนุ่มเรนที่เพียงเต้นโยกย้ายท่าหมีในละคร ก็ทำให้สาวๆ กรี๊ดสลบ และที่สำคัญหลายต่อหลายครั้งหนุ่มๆ เหล่านั้นมักคลอเคลียกันเป็นหมู่ บ้างก็จับกันเป็นคู่ (ตุนาหงัน) ให้เด็กสาวหัวใจกระตุกเล่น เพราะพวกเขารู้ดีว่าพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้แฟนคลับมีความสุข เมื่อหนุ่มหน้าสวยอย่างพวกเขาทำอะไรที่เรียกว่า "กุ๊กกิ๊กๆ" เหมาะกับหน้าตาพวกเขาเหลือเกิน

มาถึงตรงนี้ก็ไม่ต้องสาธยายให้มาย เธอแค่รัก ผู้ชายในฝัน ของเธอเท่านั้น แต่วิธีรักของเธอแตกต่างออกไป เธอจินตนาการถึงความรักซึ่งไม่ใช่ชายรักหญิง แต่เป็นชายรักชาย ทำไม?

เด็กสาวบอกกับเราว่าเธอชอบ ผู้ชายในอุดมคติ ซึ่งอยู่ในโลกอุดมคติ โลกอุดมคติของพวกเธอไม่มีนางเอกคนไหนมาช่วงชิงพระเอกในดวงใจของเธอไปได้ ยกเว้นพระเอกด้วยกันเอง ครั้นหนุ่มหล่อหน้าสวยสองคนมาเจอกัน อะไรๆ ก็ดูดีไปเสียหมด

และเมื่อถามว่าเธอกำลังอ่านอะไรอยู่? คำตอบก็คือ หนังสือและการ์ตูนที่ว่าด้วยความรัก มีตั้งแต่ผมแอบรักเขา เขาแย่งแฟนผม ไปถึงเรื่องลึกลับซับซ้อน รักโรแมนติกคอมเมดี้ รักแฟนตาซีโลดโผน รักตบจูบกดปล้ำ ฯลฯ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ต่างกับละครหลังข่าวเท่าใดนัก เธอเสพสิ่งที่เธออยากเห็นในโลกอุดมคติเท่านั้นเอง

สาเหตุต่อไป ที่เธอบอกว่าทำให้เธอเป็นสาว Y เธอเรียกมันว่า ความอยากรู้อยากเห็น หรือ หากหยิบยืมทฤษฎีของนักจิตวิทยาขึ้นมาพูด พวกเขาเรียกมันว่า "ทฤษฎีมือที่สาม"

เด็กสาวมือใหม่เป็นธรรมดาที่จะจินตนาการถึงความรักและความสัมพันธ์เชิงชู้สาวตามวัยของเธอ ในกรณีสาว Yก็เช่นกันแต่แทนที่จะจินตนาการในฐานะที่เธอเป็นนางเอกคนนั้น กลับกลายเป็นว่าเธอจินตนาการเป็นผู้ชายอีกคน ระยะห่างระหว่างเพศนี่เองที่ทำให้เธอสามารถเสพและเขียนถึงมันได้อย่างไม่เก้อเขินนัก อยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศได้อย่างไม่อายแก่ใจ รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศอย่างไม่ผิดบาป

ในวัยนี้ ใครๆก็อยากรู้อยากเห็น แต่มีกี่ทางให้เรียนรู้? บางทีก็ขี้เกียจจะเอ่ยปากถามถึงกระทรวงศึกษาหรือกระทรวงวัฒนธรรมเหมือนกัน เธอกล่าว

เธอเล่าว่า จนถึงวันทุกนี้โลกอินเตอร์เน็ตถือได้ว่าเป็นโลกของสาว Y ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายของรัฐกวาดล้างสื่อเหล่านี้เสีย (เกือบ) เรียบ เพราะคิดว่ามันเป็นสื่อลามกอนาจารทั้งหมด อีกทั้งคนภายนอกส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้มากนัก แม้แต่เพื่อนเกย์ของเธอเองยังไม่เข้าใจและรู้สึกอึดอัดเมื่อมีผู้หญิงมาคอยจับตามองความรักของพวกเขา นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเธอปิดตัวและไม่ยินดีนักหากเรื่องนี้ต้องออกไปสู่สาธารณะอย่างมีอคติ

หลายครั้งเวลาสื่อไปสื่อเรื่องสาว Y มักกลายเป็นว่าการ์ตูนและหนังสือเหล่านี้เป็นของเถื่อน ลามก หยาบคาย ผู้หญิงพวกนี้จิตไม่ปกติ พ่อแม่ควรต้องกวดขันอย่างหนัก ทั้งๆที่การอ่านเรื่องเหล่านี้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ทุกครั้งที่มีการกวาดล้างหนังสือ ไม่เคยมีการนำไปสู่การจัดเรตติ้งสื่ออย่างจริงจัง ทุกครั้งเราก็แค่รอให้ตำรวจหรือกระทรวงวัฒนธรรมเหนื่อยจึงได้อ่าน พอสื่อเอาเรื่องนี้มานำเสนออีกก็กลับเข้าสู่วังวนเดิม

ในตอนท้ายของการให้สัมภาษณ์เธอกล่าวว่าจากการที่เธออยู่ในวงการ Yมานาน เธอพบสิ่งหนึ่งที่ทำให้ยิ้มปนแปลกประหลาดใจ คือ ในกลุ่มผู้อ่านและผู้เขียน เธอพบว่ามีเพื่อนกระเทยของเธอจำนวนหนึ่งที่ชื่นชอบอ่านนิยาย Y จนเรียกได้ว่ารักมันหัวปักหัวปำ เธอพบเจอนิยาย Y ที่แต่งโดยผู้หญิงแต่เนื้อหาเกี่ยวกับกระเทย Y ที่รักและปกป้องผู้ชายคนหนึ่ง จนวันหนึ่งเปลี่ยนจากผู้ถูกปกป้องเป็นผู้ปกป้อง เธอพบนิยาย Y ที่แต่งโดยสาวเลสเบี้ยนหลายเรื่อง เธอเห็นนิยายและการ์ตูน Y ที่แต่งโดยนักเขียนชาย เธอรู้จักสาว Y ที่มีแฟนหนุ่ม แต่งงานแต่งการเรียบร้อยทั้งๆ ที่ชื่นชอบชายรักชายนี่แหละ และเธอยืนยันกับเราว่าเธอเป็นผู้หญิงเต็มร้อยซึ่งจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่ว่ากัน

เธอกล่าวย้ำในตอนท้ายกับเราว่า นี่เป็นเพียงปากคำและประสบการณ์ของสาว Y คนหนึ่งเท่านั้น ขอให้สื่อกรุณาอย่าเหมารวมและตัดสินว่าสาว Y ทั้งหมดจะเป็นเช่นนี้ เพราะการถูก ตัดสิน หลายๆ ครั้งนำไปสู่ความเจ็บปวดและปิดกั้นการทำความเข้าใจระหว่างกันไม่มีที่สิ้นสุด

2007/Aug/12

5 มิถุนายน 2549

ทุกครั้งฉันบอกเพื่อนของฉันว่า ฉันเพิ่งลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มา

พวกเขามักถามว่า แกไปทำไมอ่ะ? ไปทำธุระอะไรว่ะ?

ฉันได้แต่ตอบ "เปล่าๆ แค่ลงไปนะ"

ไม่รู้ทำไม ฉันรู้สึกพูดไม่ออก บอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะคิ้วที่ขมวดน้อยๆ ของเพื่อนเกลอ อาจเพราะท่าทางเล่นๆ ที่ถามว่าเราได้เผลอไปวางระเบิดหรือยังจ๊ะ ทำเอาความตลกของฉันบ้าใบ้ไปเล็กน้อย เพราะจากที่ฉันไปเยี่ยมแค่ 4-5 วัน ยังรู้สึกได้ว่ามันเป็นมุขอันขื่นขมของคนที่นั่น

ภาพของบังโย พี่เจ้าบ้านที่ต้อนรับพวกเราอย่างดี วิ่งเข้ามาในหัว วันนั้นเป็นวันที่เราเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ด้วยรถสองแถว บังโยคลุมหัวด้วยผ้าลายตารางสีฟ้าสลับดำเหลือไว้แต่ลูกตาที่ดูขี้เล่น เอาไม้ยาวประมาณ 3 เมตรที่ตกอยู่แถวนั้นมาถือ แล้วเก็กท่าถ่ายภาพราวว่า ...นี่ไง ผู้ก่อการ ตัวจริง...

แม้มันจะขำดีในตอนนั้น แต่พอมาคิดจริงๆ จังๆ มันไม่ใช่เรื่องขำเลย เพราะการเหมารวมคนอื่นเป็นสิ่งที่เราทำกันเสมอและความเจ็บปวดของเขาก็ยังคงอยู่ในใจพวกเขา

กลับมาที่คำถามของเพื่อนฉันว่าทำไมฉันถึงไป พื้นที่ที่ใครๆ ก็เกลียด ก็กลัว? เปล่า ฉันไม่ใช่คนกล้าหาญ เป็น พญาชาญดาบ เมื่อชาติก่อนเก่า แต่ฉันเป็นแค่คนขี้สงสัยที่ไปด้วยความอยากรู้ อยากเข้าใจเท่านั้นเอง

ฉันอยากรู้ที่หนังสือพิมพ์เขาว่ากันทุกเช้าทุกเย็นว่ามีระเบิด ยิงปืนยิงกันโป้งป้างเป็นว่าเล่น ฉันอยากเข้าใจที่นักวิชาการเขาว่าถึงอาณาจักรแห่งความกลัว ฉันอยากรู้ที่ฉันอ่านจากสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่น่าเศร้ามากมายไม่ว่าจะเป็นกรือเซะ ตากใบ จริงๆ แล้วสถานการณ์จริงคืออะไร พวกเขาอยู่กันได้อย่างไร แล้วมันเป็นอย่างไรบ้างนะ

จากความเชื่อส่วนตัว (ที่อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้) ฉันเชื่อว่าเราไม่สามารถเข้าใจอะไรได้ลึกซึ้งจริงๆ ถ้าเราไม่เข้าไปสัมผัสมันด้วยใจที่เปิดรับ

ด้วยความใจง่ายฉันจึงเตรียมตัวเตรียมใจแค่ ทำตัวให้เล็กและพร้อมที่จะรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

"อิสลามมูลัยกุม" คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้อย่างแรก มันคือคำทักทายที่หมายถึง ขอให้ความสันติสุขจงมีแก่ท่าน ฉันเห็นพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นอิสลาม กล่าวทักทายเพื่อนพร้อมกับยื่นมือทั้งสองจับกัน แล้วประทับมือทั้งสองไว้ที่อก บางคนก็เอามือแตะที่จมูก

ฉันงงๆ นิด และขัดเขินไม่กล้าทำตาม เพราะการสัมผัสกับคนแปลกหน้าด้วยผ่ามือทั้งสองแล้วเอาประทับที่อก เป็นสิ่งที่ฉันไม่คุ้นชิน เขินจะตาย แต่เข้ามาตาหลิ่วแล้วก็ต้องหลิ่วตาตาม ครั้งแรกที่ฉันมีโอกาสได้ใช้มือทั้งสองทักทายเป็นไปกับคุณยายท่านหนึ่งที่ลูกชายเสียไป เธอยิ้มๆ และพูดภาษามลายูที่ฉันไม่เข้าใจ แต่ฉันก็เงี่ยหูฟังล่ามไปเรื่อยๆ แกบอกว่าดีใจจังที่มีคนมาเยี่ยมและอื่นๆ อีกมากมาย แล้วฉันก็ได้ลากับแกตอนกลับ

มือของแกเหี่ยว แต่นิ่ม ฉันจับมือแกช้าๆ แล้วแตะไว้ที่จมูก ปลายมือของฉันอุ่นกว่าปกติ ทำให้กลิ่นของคุณยายดูอบอุ่นขึ้นมา ฉันไม่รู้ความหมายที่ลึกซึ้งของการทักทายแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกคือ มันคงเป็นการทักทายทางจิตวิญญาณที่แช่มช้า ชื่นบาน นำมาซึ่งรอยยิ้มพิมพ์ใจ

แต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงรอยยิ้ม เมื่อฉันได้เป็นเยี่ยมก๊ะละ คุณแม่ลูกสองและภรรยาที่สามีจู่ๆ ก็หายตัวไปอยู่คุกเขมรมาสามปี ในคดีก่อการร้ายสากล ฉันได้เห็นทั้งรอยยิ้มที่อารีย์และแววตาที่เก็บกักน้ำตาแห่งความเศร้าเอาไว้ มือของเธออวบอูม อ่อนโยนแต่มั่นคง แล้วฉันก็นาบมันไว้ที่หัวใจของฉัน

เมื่อฉันกลับมากรุงเทพฯ ได้ไม่กี่วัน ข่าวคุณครูจูหลิงถูกทำร้ายโด่งดังทั่ว คำประณาม ด่าทอดังขึ้น คำถามและความไม่เข้าใจเต็มอยู่ในบรรยากาศ

ฉันคุยกับเพื่อนของฉันที่เป็นคนเหนือ เธอดูเต็มไปด้วยอารมณ์และคำถาม ทำไมชาวบ้านต้องทำครู? ครูทำอะไรผิด? ทำไปเพราะศาสนาเหรอ? แยกดินแดนไปเลยจริงๆ จะดีกว่านี้ไหม?

ฉันรู้สึกอึ้งไปเหมือนกันเมื่อคำถามพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ฉันหายใจเข้าช้าๆ และพยายามอธิบายเท่าที่สมองเล็กๆ ของฉันจะทำได้

ฉันพูดได้เต็มปากว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่งดงาม แช่มช้า เต็มไปด้วยพิธีกรรมแต่ศักดิ์สิทธิและอ่อนโยน ฉันเชื่อว่าศาสนาไม่ใช่ต้นเหตุของการทะเลาะเบาะแว้ง แต่แป็นพราะคนที่มองศาสนาให้เป็นเหมือนเสื้อผ้า เชื่อว่าใส่คนละสีก็คงจะเป็นคนละพวก

ในมุมมองของเรา เราเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ทะเบียนบ้านของเราระบุว่าเราเป็นคนสัญชาติไทย ศาสนาพุทธ ส่วนคนมุสลิมในภาคใต้ที่เป็นคนส่วนน้อย แต่มองกลับกัน คนในพื้นที่คนมุลสิมคือคนส่วนใหญ่ ส่วนคนพุทธเป็นคนส่วนน้อย และหากมองในภาพที่ใหญ่ขึ้นประชากรโลกทั้งหมด เราซึ่งสัญชาติไทย ศาสนาพุทธ กลับเป็นคนส่วนน้อยของโลก

เราจะยอมรับได้หรือไม่ว่า เราต่างเป็นคนส่วนน้อยเหมือนกัน?

แล้วทำไมชาวบ้านต้องทำครู? บางทีนี้อาจจะเป็นปัญหาที่เราต้องหาคำอธิบายร่วมกัน ว่าชาวบ้านในที่นี้คือใคร? และใครทำชาวบ้านมาก่อนหน้านี้? และครูคืออะไร ทำไมต้องทำครู?

ใช่รัฐหรือเปล่าที่ทำคนในครอบครัวของเขาหายไปอย่างไร้ร่อยรอย? ใช่มือที่สามหรือไม่ที่ทำร้ายพวกเรา? หรือ ใช่เราหรือเปล่าที่เฉยเมยกับการเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ตากใบ เหตุการณ์รายวัน สิ่งนี้จึงทำให้บาดแผลนี้บานปลาย ระเบิดเป็นเหตุการณ์ดังกล่าว

ในกรณีนี้ คุณนารี เจริญผลพิริยะ บอกกับฉันว่าบางทีอาจเป็นเพราะ โรงเรียนและครู เป็นสัญลักษณ์หนึ่งเดียวในหมู่บ้านที่เป็นตัวแทนของรัฐ การทำลายเผาโรงเรียน การยิงครู หรือการทุบตีครูจูหลิง ไม่ใช่เป็นการตีเพราะความแค้นส่วนตัว แต่เป็นการตอบโต้รัฐแบบหนึ่ง

ฉันไม่รู้ว่า คำตอบนี้จะเพียงพอหรือเปล่าสำหรับเพื่อนของฉันที่เฝ้าถามว่า ทำไมต้องทำครู ครูทำอะไรผิด?

เพราะบางทีคำถามสำเร็จรูปก็ไม่สามารถตอบได้ด้วยคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องใช้ หัวใจ ที่ต้องการทำความเข้าใจอย่างมีสติและหาคำตอบร่วมกัน เท่านั้นเอง

2007/Aug/12

17 สิงหาคม 2549

จะมาทำงานช่วยสวนโมกข์เหรอ กุฏิมีตั้งกี่หลัง ทำไม่ทันหรอก หลวงพี่ว่าไปทำสวนโมกข์ให้อยู่ในใจดีกว่า ในวัดมันก็แค่ในวัด หากพวกโยมไปทำใจให้เป็นสวนโมกข์ได้ โลกจะเย็นขึ้นเยอะเลย

คำพูดของหลวงพี่สิงห์ทอง พระสงฆ์ผู้ประจำวัดธารน้ำไหล หรือ สวนโมกขพลาราม ยังดังก้องอยู่ในใจฉัน อาสาสมัครตัวเล็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม อาสาไปพบธรรม ณ สวนโมกขพลาราม ในช่วงวันแม่ที่ผ่านมา

หลวงพี่ท่านพูดพลางเป็นไกด์กิติมาศักดิ์ไปพลาง พาเดินไปสถานที่สำคัญๆ ในสวนโมกขพลาราม เริ่มจาก ลานหินโค้ง ลานเอนกประสงค์ของสวนโมกขพลาราม สถานที่สำหรับทำวัตรเช้า-เย็น ฟังธรรม ทำบุญ ฯลฯ ลานแห่งนี้แม้ชื่อจะว่าเป็น หิน แต่กลับจัดอย่างเรียบง่ายเป็นลานทรายกว้างครึ่งวงกลมที่ลดลั่นลงไป

หลวงพี่สิงห์แกว่าต่อไปว่า ใครเป็นมิตรกับธรรมชาติได้จะโชคดี เหมือนลานแห่งนี้ที่เป็นลานทรายธรรมดา ไม่ใช่ลานกระเบื้องหรือหินอ่อนสวยๆ ที่เห็นบ่อยๆ ถ้าเป็นแบบนั้น เวลาไก่ หมาหรือแมวมาอึ มาฉี่ เรานั่งเป็นอย่างไร? เราก็ด่าพวกมันไม่มีดี นั่งฟังธรรมก็ไม่ได้ฟัง มัวแต่หงุดหงิดใจ แต่พอเป็นลานทรายจะอึ ฉี่มันก็กลับไปสู่ธรรมชาติ ฝนตกลงมาน้ำก็ไม่ขัง

ง่าย ประหยัด เป็นธรรมชาติ ปล่อยวาง และไม่ยึดติดในตัวตน เช่นนี้เองคือสิ่งที่ฉันเห็นในทุกท่วงท่ากิริยาของสวนโมกข์ ดังที่ท่านพุทธทาสเคยพูดถึงการรสร้างสถานที่แห่งนี้ว่า โบสถ์สวยงามราคาเป็นล้าน ฉันจะทำก็ทำได้ แต่จะทำให้คน ยึดมั่นและยึดติดจนกลายเป็นกรงขังจิตไปในฝ่ายจะพัฒนาแต่วัตถุ เราจะทำในสิ่งที่เป็นทางแก้ไขกันก็แล้วกัน เราจะให้ความสว่างในความเข้าใจในธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ถึงที่สุดแทนแล้วกัน

ไม่เพียงแค่ลานหินโค้ง เราได้เห็นรายทางชีวิตของท่านพุทธทาสในทุกแห่ง ไม่ว่าสถานที่ทำงาน กุฏิ ที่สรงน้ำ จนถึงที่เก็บศพของท่านซึ่งแสดงความเป็นครูทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง โต๊ะที่ทำงานของท่านเป็นโต๊ะไม้ยาว วางไว้ท่ามกลางดงไม้ ห้องที่ท่านนอนเป็นเพียงห้องหับเล็กๆ ไม่มากมาย ที่สรงน้ำก็มีเป็นเพียงโอ่งหนึ่งใบ ขัน และก๊อกน้ำ ส่วนที่เก็บศพของท่านนะหรือ? มันอยู่ห่างจากกุฏิที่ท่านนอนอาพาสเพียง 2-3 เมตรเท่านั้น แต่มันก็หาทำให้ท่านหวั่นใจหรือขวัญเสียกับสิ่งที่เรียกว่า ความตาย เลย

หลวงพี่สิงห์ทองบอกต่อไปว่า ท่านพุทธทาสเป็นครูที่ไม่พูดพร่ำสอนมาก แต่ทำให้เห็น ว่าการทำงานด้วยจิตว่างนั้นเป็นอย่างไร, การอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง เป็นเช่นไร, การ กินอาหารจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเล้าหมู ฟังเสียงยุงร้องเพลง นั้นไม่ใช่แค่คำพูดคำเขียนที่ไร้ตัวอย่าง
นอกจากนี้เราได้เยือน สระนาฬิเกร์ สระน้ำเล็กๆ ที่เลื่องชื่อทางธรรม มันเป็นเพียงสระวงกลมล้อมรอบเกาะเล็กๆ ที่มีมะพร้าวสูงชะลูดขึ้นโด่อยู่ต้นเดียว สระแห่งนี้เป็นสถานที่แสดงธรรมะของตัวมันเองด้วยบทร้องเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ที่ว่า "เอ่อน้องเอย มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญเอย"

หลวงพี่บอกถึงนัยยะเปรียบเทียบของเพลงกล่อมเด็กกับสระแห่งนี้ว่า เปรียบต้นมะพร้าวดั่งพระนิพพานหรือความตื่นรู้ แม้จะถูกล้อมรอบไปด้วย ทะเลขี้ผึ้ง (สระน้ำทรงกลม) คือ กองทุกข์และกิเลศต่างๆ แม้ฝนจะตก ฟ้าจะร้องอย่างไร ก็ไม่สามารถกัดกร่อนความตื่นรู้นี้ได้เลย
สถานที่แห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการบันทึกและเผยแพร่ธรรมะจากตัวอักษร จากบทเพลงกล่อมเด็กที่ง่ายต่อการเลือนหาย กลายเป็นอนุสาวรีย์ทางธรรมที่ถูกสร้างอย่างง่าย แต่ชี้ชวนให้ตรึกตรองอย่างลึก

และราวกับทุกๆ ที่ในสวนโมกข์มีธรรมะ ตั้งแต่ลานหินโค้ง โบสถ์ธรรมชาติ สระนาฬิเกร์ จนไปถึงต้นไม้ทุกต้นในวัดแห่งนี้... บางทีอาจเป็นเพราะต้นไม้เหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะในตัวมันเอง อีกทั้งยังฟังธรรมจากท่านพุทธทาสบ่อยครั้งกว่าพวกเราเสียอีก

ผ่านการซึมซับผ่านสถานที่จริงที่ร่มรื่น สงบเย็น บวกกับการทำงานอาสาสมัครที่ได้ทำงานที่มีค่าในสวนโมกข์ ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความรื่นเริง สนุกสนานและความภาคภูมิใจมาให้แก่ผู้ทำ แต่ยังนำมาสู่สติที่เบิกบาน แถมด้วยเกร็ดธรรมะมากมายตามรายทางการทำงาน

คุณเมตตา พานิช หลานชายท่านพุทธทาส พูดกับเราในตอนท้ายกิจกรรมว่า ให้เรากลับไป ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจเป็นเป็นสวนโมกข์ ด้วยสิ่งที่ท่านพุทธทาสพร่ำบอกคนรุ่นต่อไปว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม

คุณเมตตาอธิบายคำนี้ให้เห็นชัดขึ้นว่า มันคือการทำงานอย่างมีสติ ส่วนมากเรามักทำงานเพื่อให้มันเสร็จๆไป บางทีก็ทำหลายอย่างในเวลาเดียว ฟังไปด้วย พูดไปด้วย เขียนไปด้วย เดินไปด้วย มันสับสนอลหม่าน ตัวสตินี้สำคัญช่วยดึงปัญญา ดึงเหตุผล ทำให้ไม่ประมาท ไม่เผลอ หนุ่มๆ สาวๆ เดี๋ยวนี้ชอบทำงานแบบเฮฮา ขอสนุกไว้ก่อน แต่การทำไปเล่นไป สุดท้ายแล้วก็เหนื่อย ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ไม่ได้ทบทวน แต่ถ้าทำงานอย่างมีสมาธิ มันก็คือการปฏิบัติธรรม และเมื่อทุกๆอิริยาบถของเราคือการปฏิบัติธรรม เราก็จะค้นพบชีวิตใหม่

คุณเมตตาพูดด้วยเสียงเย็น อาสาสมัครก็ยิ้มรับ เริ่มต้นทำงานอย่างมีความสุขอีกครั้ง เป็นการทำงานที่ ไม่มีตัวกู เพราะเราไม่ได้ต้องการตำแหน่งเลื่อนขั้นใดๆ เป็นการทำงานที่ ไม่ใช่ของกู เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใด สิ่งดีๆ ที่ทำล้วนของสาธารณะ และยังเป็นการทำงานที่มี สติ อันนำไปสู่ความไม่เร่งรีบ ความรู้ตัว และความสุขในการทำงาน

ความสุขอยู่ที่ความคิด จิตใจและการกระทำของเรา อาสาสมัครไปพบธรรมอย่างฉันจะลองกลับบ้าน อาสาทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นสวนโมกข์