CaseStudy

2007/Aug/11

มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต หรืออาร์แบค (RBAC) เป็นหนึ่งในเครือข่ายมหาวิทยาลัย ที่เข้มแข็งที่สุดของโนนะคลับในปัจจุบัน และเป็นเจ้าของรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 กิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์ไร้แอลกอฮอล์ของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาภาคกลาง ภายใต้โครงการรณรงค์ รับน้องปลอดเหล้าของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

มาฟังเรื่องราวของโนนะคลับในอาร์แบค จากแกนนำโนนะคลับอาร์แบค ซึ่งเป็นสมาชิก ที่ แข็งขันของทีมบริหารสโมสรนิสิตชุดล่าสุด เจต - วัชระ ลูกหยี อุปนายกคนที่ 1 สุคนธ์ - สุคนธ์ธาทิพย์ เนียรวิชัย อุปนายกคนที่ 2 และไก่ - พงศธร วิจิตรจันทร์ ฝ่ายบริหารสโมสรนิสิต ซึ่งในช่วงที่เก็บข้อมูลนี้ (ปลายปี 2549) ทั้งสามคนเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ของคณะบริหารธุรกิจ และกำลังจะเป็นบัณฑิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ชีวิตชาวอาร์แบค

เมื่อเอ่ยถึง อาร์แบค หลายคนคงนึกถึงหน้าอาจารย์แม่ - รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ อธิการบดีและพรีเซนเตอร์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ อาร์แบคเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนน้องใหม่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 โดยก่อนหน้านั้นคือวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (พ.ศ. 2540) และโรงเรียนรัตนพณิชยการ (พ.ศ. 2523) มีการเรียนการสอน 5 คณะ คือบริหารธุรกิจ ซึ่งเป็นคณะใหญ่ที่สุด ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นิติศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ มีนักศึกษาเฉลี่ยปีละ 3,000-5,000 คน มาจากเกือบทุกจังหวัดของประเทศ อย่างเจต เดินทางมาไกลจาก อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ สุคนธ์ จาก อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และไก่ จาก อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ

การจะสืบค้นปัจจัยความสำเร็จของโนนะคลับในอาร์แบค จึงหนีไม่พ้นการทำความเข้าใจชีวิตในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในฐานะผืนดินชุ่มชื้นที่โอบเอื้อให้เด็กๆ ซึ่งเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ปลิดปลิวมาคนละทิศละทางได้หยั่งรากเติบโต

ผมอกหักอยู่เพราะเอ็นท์ไม่ติด เห็นรถทัวร์วิ่งผ่าน หลังรถติดป้ายอาร์แบคอยู่ ก็เออ เอานี่ ก็ได้ เลยสมัครเลย คงมีอะไรสักอย่างให้ได้มาที่นี่ ไก่ย้อนเล่าเรื่องเมื่อ 4 ปีก่อน

ให้ได้มาเจอกันนั่นแหละ สุคนธ์พูดยิ้มๆ ก่อนเล่าบ้าง ที่โรงเรียนหนู จะมีวันหนึ่งที่เขาให้อาจารย์จากที่ต่างๆมาแนะนำสถาบันตัวเองให้นักเรียนฟัง อาจารย์ของรัตนบัณฑิตไปสาย เขาได้พูดช่วงท้ายๆแล้วก็ต้องรีบกลับ เขาบอกอยู่กรุงเทพฯ ลาดพร้าว 107 ติดเดอะมอลล์ บางกะปิ หนูรู้แค่นั้น เขาให้เอกสารมาเพียบ บอกให้ไปอ่านเอาเอง แล้วไม่ได้พูดอะไรอีกเลย มหาลัยอื่นจะพูดเยอะกว่านี้ หนูอ่านแล้วเลือกมานี่ เรียกว่าเต็มใจมา ไม่ได้ถูกหลอก

เจตเล่าต่อด้วยสำเนียงพื้นถิ่นใต้ ตอนม.ปลายผมเป็นรองประธานนักเรียน ได้โควต้านักกีฬาไปเรียนต่อที่ยะลา แต่เบื่อใต้แล้ว อยากหาประสบการณ์แถวนี้บ้าง เผื่อจะมีประสบการณ์ใหม่ๆเข้ามาในชีวิต เขียนใบสมัครรามแล้ว พอดีเพื่อนพ่อมาเยี่ยมบ้าน บอกลูกเรียนอาร์แบค เขาสอนดี ผมเลยมาสมัครเป็นคนสุดท้ายพอดี

วงคุยเล็กๆนี้สะท้อนโลกแห่งความหลากหลายของที่นี่ได้ไม่น้อย เด็กๆในมหาวิทยาลัยมาจากหลากถิ่น พูดคุยกันหลากหลายสำเนียง และมีความเป็นตัวตนและการมองโลกอันมีที่มาจากความ ทรงจำวัยเด็กแตกต่างกันไปมากมาย หลายคนมีโอกาสได้เรียนปริญญาตรีคนแรกของตำบล และอีกหลายคนเป็นความหวังเดียวของครอบครัว

นักศึกษาของอาร์แบคที่มาจากต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะกู้ยืมเงินเรียนเต็มจำนวน โดยมหาวิทยาลัยมีหอพักให้ และมีค่าใช้จ่ายให้อีกเดือนละ 3,000 บาท กว่าจะเรียนจบ แต่ละคนจะมีหนี้และดอกเบี้ยติดตัวคนละเกือบสี่แสนบาท สำหรับค่อยๆผ่อนใช้เมื่อเงินเดือนถึง 16,000 บาท ไปจนอายุ 60 ปี

เมื่อชีวิตเล็กๆต้องพบกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ อาร์แบคจึงมีนโยบายดูแลนักศึกษาอย่างเข้มข้นเหมือนครอบครัว โดยช่วงแรกมีการจัดอาจารย์ประจำจังหวัดคอยดูแลนิสิตแต่ละจังหวัด มีกฎเข้มงวดเรื่องเหล้าบุหรี่ ห้ามแต่งตัวไม่สุภาพ และมีปฐมนิเทศเรื่องการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯอย่างปลอดภัย

และด้วยทุนแวดล้อมเช่นนี้ การทำงานในประเด็นเหล้าบุหรี่ในอาร์แบคจึงดำเนินไปได้ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

หนึ่งในกิจกรรมของสโมสรนิสิต

เจ้าภาพหลักของกิจกรรมโนนะคลับในอาร์แบค คือสโมสรนิสิตอาร์แบค ที่ทำกิจกรรมโนนะคลับควบคู่ไปกับกิจกรรมอื่นๆของมหาวิทยาลัย และสมาชิกโนนะคลับในอาร์แบค ก็คือสมาชิกของสโมสรนิสิตนั่นเอง

เราอยากให้โนนะบูม ในมหาวิทยาลัยเลยดึงมาอยู่กับสโมสรนิสิต ไก่

ก่อนที่สโมสรนิสิตจะเป็นผู้ดูแลโนนะคลับ งานรณรงค์เรื่องเหล้าบุหรี่ในมหาวิทยาลัยเป็นงานหนึ่งของชมรมพุทธอาร์แบค เช่นเดียวกับการทำงานของชมรมพุทธมหาวิทยาลัยอื่นๆ โนนะคลับส่วนกลางได้ประเมินความพร้อมของอาร์แบคในการเป็นเครือข่ายโนนะคลับช่วงนั้น พบว่ามีความพร้อมทั้งในแง่แกนนำ นโยบายของอาจารย์ผู้ใหญ่ในมหาวิทยาลัย และมีอาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัย

ช่วงปีการศึกษา 2548 โนนะคลับส่วนกลางมีนโยบายขยายงานเพิ่มเติมจากเครือข่ายชมรมพุทธ โดยเชิญชวนสถาบันที่สนใจเข้าร่วมงานผ่านองค์การนักศึกษาและฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ

เทอมต้นปี 48 โนนะส่วนกลางเขาส่งจดหมายไปที่ฝ่ายกิจการนิสิต เชิญตัวแทนนักศึกษาไปเข้าค่ายอบรมแกนนำเยาวชนไม่นะเหล้าบุหรี่ ครั้งที่ 1 ที่สระบุรี อาร์แบคส่งตัวแทนจากชมรมพุทธ เข้าค่าย 4 คน รุ่นพี่จากสโมสรนิสิต 2 คน พอขึ้นเทอมสอง พวกเราได้รับเลือกตั้งเป็นทีม สโมฯ พวกเรา 7-8 ก็ได้ไปร่วมค่ายแกนนำครั้งที่ 2 ที่นครนายก พอไปค่ายแล้วเห็นว่าดี เราชอบเพราะได้ทำงานกับเพื่อนต่างมหาลัย แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างตรงที่นิสิตที่ต้องการเป็นสมาชิกโนนะคลับจะต้องเป็นสมาชิกชมรมพุทธเท่านั้น เราจึงบอกชมรมพุทธว่า ขอให้โนนะคลับมาอยู่กับสโมฯ ได้ไหม เขาไม่ยอม บอกงานสโมฯ เยอะอยู่แล้ว เอาไปแล้วจะทำไหวไหม เราก็เลยต้องทำให้เขาเห็นว่าทำได้ แต่กว่าจะย้ายมาได้ก็ผิดใจกันไปพักนึง บางคนถึงกับร้องไห้ก็มี จากนั้นก็ทำต่อเนื่องมาเรื่อย สุคนธ์เล่าถึงบรรยากาศช่วงแรกๆ ที่ทีมสโมสรนิสิตรุ่นของเธอเข้ามาดูแลโนนะคลับในอาร์แบค

เมื่อจัดการกับความยุ่งยากภายในมหาวิทยาลัยได้แล้ว ไก่ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจกรรมของโนนะคลับเต็มตัว โดยทำหน้าที่ประสานงานระหว่างโนนะส่วนกลางกับมหาวิทยาลัย คอยชักชวนน้องๆให้มาร่วมทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และดูแลให้เกิดโครงการต่างๆที่เกี่ยวเนื่องในประเด็นเหล้าบุหรี่ ซึ่งเป็นทั้งความต้องการของมหาวิทยาลัยและความต้องการของทีมสโมสรนิสิตชุดนี้

ไก่เล่าถึงความคิดช่วงนั้นว่า ตอนนั้นเราอยากให้โนนะบูมในมหาลัย เลยดึงมาอยู่กับสโมฯ เพราะถ้าเป็นชมรมอยู่ต่างหากอาจมีแนวโน้มจะล้มเหมือนตอนที่เกิดชมรมทูบีนัมเบอร์วันแล้วไม่มีคนทำงาน สโมฯ เป็นส่วนกลางของการทำกิจกรรม เราใหญ่ที่สุดในอาร์แบค การประชาสัมพันธ์ ก็ทั่วถึงกว่า อาจารย์ฝ่ายกิจการนิสิตก็ไม่ได้คัดค้าน บอกว่าถ้าทำได้ก็ทำ

แต่บางครั้งก็ปวดหัวครับ เพราะงานมหาลัยก็เยอะ งานโนนะก็มาก แล้วใจมันก็เอียงมาทางมหาลัยมากกว่า บางครั้งไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แบ่งไม่ได้ บางทีก็ท้อที่ไม่มีคนช่วย บางครั้งคนทำงานก็ทะเลาะกันเอง เคยไม่มองหน้ากันสองอาทิตย์ก็มี เจตฉายภาพให้เห็นความวุ่นวายและเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจของนักกิจกรรมหาวิทยาลัย

แต่ช่วงที่เหนื่อยจัดๆ ตื่นมาก็หายเนอะ สุคนธ์บอก พยักหน้ากับเพื่อนๆ ทำนองว่า ตอนนี้ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดีแล้วไม่ใช่หรือ

ใช่ บางครั้งไม่อยากทำแล้ว แต่เพราะเห็นเพื่อนทำอยู่ เราไม่ทำก็ไม่ได้ เรามาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว ถ้าเราหันหลังกลับมันก็ทั้งเสียหาย เสียเวลา ต้องเดินหน้าต่อครับ เจตบอก


ดูแลกันและกัน

เจตเล่าต่อถึงการทำงานของสโมสรนิสิต เรายึดอุดมการณ์ร่วมกัน ท่องกันเป็นกลอนต่อๆ กันมา และมีธงสโมสรที่ห้ามถูกดิน พี่สโมฯ รุ่นแรกก่อนผม 1 ปีเขาคิดรูปแบบไว้ และเย็บมือกันเองเลย ใส่พานไว้ ตอนนี้ก็เก่ามากแล้ว

เมื่อถามว่ากลอนอะไร ท่องให้ฟังได้ไหม เจตบอกว่า ท่องได้ แต่ไม่ค่อยสุภาพนะครับ
แล้วเขาก็เริ่มท่องกลอนประจำสโมสรนิสิตอาร์แบค ช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ

ตัวกูคือคนสโมสร ตัวกูสังวรไว้อยู่ อยากบอกพวกมึงให้รู้ว่ากูมีใจ กูเหน็ด กูเหนื่อย กูทน เพราะกูคือคนของประชา ถ้าแผ่นดินไม่กลบหน้า กูจะพัฒนามหาวิทยาลัย

พวกหนูเรียกภาษาแบบนี้ว่า ภาษาพี่ ภาษาน้อง ถ้าพี่พูดกับน้องจะพูดมึงกู ถ้าน้องเรียกเราจะเรียก พี่มึง สุคนธ์อธิบายหลังเจตท่องกลอนเสร็จ บางครั้งการใช้คำแบบนี้ก็ทำให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ตอนรับน้องก็จะบอกเลยว่า ถ้าใครไม่มีใจจะอยู่ก็ให้ออกไป เดินไปเลย พวกเราไม่เคยโกรธใคร ไก่เสริม

ด้วยความเป็นชุมชนของนักศึกษาต่างจังหวัด ภาพลักษณ์อย่างหนึ่งที่ปรากฏชัด เมื่อนักศึกษาอาร์แบคไปค่ายโนนะคลับร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่นคือ ความซื่อ ใส และความตั้งใจจริง ในการทำงาน อดทน หนักเอาเบาสู้ แต่ส่วนใหญ่จะค่อนข้างขี้อาย พูดน้อย และ เก็บตัว อาจเป็นเพราะความต่างที่ติดตัวมาทั้งลักษณะท่าทางและสำเนียงภาษา หากเดินบนถนนปะปนกับคนอื่นๆ นักศึกษากลุ่มนี้ย่อมถูกกลืนหายไปกับฝูงชนที่รีบเร่ง ไม่มีใครเห็นใคร แต่หากได้พูดคุยและเปิดใจฟังพวกเขาอย่างแท้จริง ย่อมสัมผัสได้ถึงหัวใจดีงามที่มีความรักในการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งสามนิยามว่าเป็น การทำงานเพื่อสังคมและการทำงานเพื่อคนอื่น ได้ไม่ยาก

เพราะน้องเป็นเด็กต่างจังหวัดนี่แหละ รุ่นพี่ต้องดูแลรุ่นน้องแบบ care for friends ใส่ใจรุ่นน้องมาก ไปรับกันถึงรถทัวร์ บางคนหิ้วปลาร้ามาเป็นไหๆ อย่างน้องรุ่นนี้ดูใสๆ เขาอยากรู้ทุกอย่างเลย เวลารับน้อง มีการเข้าฐานหนึ่งที่เล่าว่า เราจะมีชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯได้อย่างไร อยู่อย่างไรให้รู้ทันกรุงเทพฯ พอเข้าสาขา พี่ๆในสาขาก็จะดูแลอย่างดี เวลาสาขาไหนรับน้อง ตัวแทนคณะและสโมสรนิสิตก็จะไปด้วย ช่วยกันทำงานแบบนี้มาตลอดทุกปี เหมือนเป็นเครือข่ายในการทำกิจกรรมโดยเฉพาะ น้องที่เข้ามาจะมีสองแบบ แบบชอบทำกิจกรรมก็จะเห็นว่ารุ่นพี่รักกัน เขาก็จะดันตัวเองมาทำกิจกรรมด้วย ส่วนคนที่ชอบเรียน ก็จะเรียนอย่างเดียว ไม่ทำกิจกรรม สุคนธ์เล่าให้เห็นภาพความสัมพันธ์พี่น้อง และการดูแลกันและกันเพื่ออยู่รอดในเมืองใหญ่

นอกจากการดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่จากสโมสรนิสิตแล้ว ในส่วนของชมรม คณะ และสาขาวิชาจะมีระบบดูแลรุ่นน้องของตนเองด้วย โดยสโมสรนิสิตจะคอยดูแลและประสานงานการจัดกิจกรรมต่างๆทั้งภายในและภายนอกในภาพรวม และมหาวิทยาลัยช่วยส่งเสริมระบบการทำกิจกรรมโดยจัด ค่ายผู้นำ ให้แกนนำนิสิตจากสโมสรนิสิต ชมรม คณะ และสาขาวิชา มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดนอกสถานที่ทุกปี เพื่อให้เกิดความสนิทสนม ในลักษณะของเครือข่ายนักกิจกรรมในมหาวิทยาลัย

ช่วงปลายปี 2548 ไก่ สุคนธ์ เจต และชาวสโมสรนิสิต อาร์แบค อีกจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมเป็นสตาฟจัดค่ายโนนะคลับ สมาร์ทแชริ่งแคมป์ ครั้งที่ 4 ที่ระยอง โดยอาร์แบคเป็นสถาบันหลัก ในค่ายครั้งนี้ ร่วมกับอีกสองเครือข่ายหลักที่อยู่มาก่อน มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต โดยสโมสรนิสิตได้ประกาศเชิญชวนไปยังชมรมและสาขาวิชาต่างๆ ปรากฏว่ามีคนสมัครจนเกินโควต้าที่กำหนดไว้มหาวิทยาลัยละ 50 คน

ส่วนใหญ่ที่ไปเป็นน้องปี 1 และ ปี 2 น้องปี 1 จะสนใจการทำกิจกรรมมาก ที่จริงเราอยากให้ปี 3 ไป จะได้กลับมาช่วยกันทำงานต่อ แต่ส่วนใหญ่เขาติดฝึกงาน พอกลับมา ก็มีกลุ่มที่สนใจทำงานต่อประมาณ 30 คน มาช่วยกันจัดงานเทเหล้า-เผาบุหรี่ที่อาร์แบค ส่วนหนึ่งเขาชอบ ในสิ่งที่เป็นโนนะคลับ และอีกเหตุผลหนึ่งคือเขาอยากเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ด้วย สุคนธ์บอก

ผมบอกน้องๆว่า ไม่ใช่แค่เราไปนอนแอร์ ไปกินอร่อย ไปอยู่สบาย เขาให้อยู่ให้กินก็โอเคแล้ว เราต้องไปเอาความรู้ จะทำอะไรก็ให้เต็มที่กับมันทุกกิจกรรม ช่วงกลับมาใหม่ๆเรื่องไปค่าย จะฮือฮากันมาก น้องๆจะพูดกันปากต่อปากให้คนที่ไม่ได้ไปฟังว่าเขาได้อะไรบ้าง ไก่เล่า

ทั้งสามคนบอกตรงกันว่า การได้ทำกิจกรรมกับโนนะคลับเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพวกเขาและน้องๆ อาร์แบค ทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ชีวิต ได้เปิดหูเปิดตา เรียนรู้โทษภัยเหล้าบุหรี่ และได้เที่ยวนอกสถานที่ มีโอกาสรับฟังประสบการณ์แตกต่างหลากหลาย รู้จักเพื่อนสถาบันต่างๆ ได้รู้จักกับพี่ๆ โนนะคลับซึ่งน่ารักเป็นกันเอง ได้ฝึกฝนตนเองในการทำงานกับคนจำนวนมาก ได้ฝึกความคิด การวางแผน กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก รู้จักการเป็นผู้นำ ได้ทำงานเพื่อสังคม อีกทั้งเนื้อหากิจกรรมของโนนะคลับทำให้เข้าใจตัวตน ของตนเองมากขึ้น ได้ฝึกสมาธิ จิตใจสบาย และสามารถนำกิจกรรมในค่ายไปปรับใช้ในสถาบันการศึกษาได้

ต่อยอดประเด็นเหล้าบุหรี่

ต้นปีการศึกษา 2549 ทีมสโมสรนิสิตปี 4 รุ่นของไก่ทั้ง 17 คนเป็นผู้ขับเคลื่อนงาน ในประเด็นเหล้าบุหรี่ต่อเนื่องจากปีก่อน บางคนก็กินเหล้านะครับ เราถามเป