ETC

2007/Aug/11

ใจเปิดกว้าง มาคุยเรื่อง การให้ในศาสนาของเรา เพราะเรารู้ดีว่าทุกศาสนามีหลักคำสอนให้เราทำดี แบ่งปัน ใจกว้าง รู้จักให้ และเหนืออื่นใด ทุกศาสนาล้วนสอนให้เรารักกัน

เพื่อนร่วมแลกเปลี่ยน


ที - นายณัฐ จันทรโคลิกา บัณฑิตใหม่เอี่ยมจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนุ่มอาสาวัยขบเผาะจากโครงการ อาสามาพบธรรม ผู้ศรัทธาในปรัชญาพุทธศาสนา

แนน-นางสาวจิตราภรณ์ชัยวัฒน์ บัณฑิตใหม่จากวิทยาลัยศาสนศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันทำงานที่สถาบันไทยรูรัลเนท เครือข่ายจิตอาสา นับถือศาสนาพุทธ

แบ๋น - นางสาวประทับจิต นีละไพจิตร นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พี่สาวใจดีซึ่งสนใจทำงานด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน นับถือศาสนาอิสลาม

เพนกวิน- นางสาวพรเพ็ญ วงศ์กิจมโนชัย สาว(ตัว)ใหญ่อารมณ์ดีจากสถาบันไทยรูรัลเนท(TRN)ศิษย์เก่าศาสนาพุทธ ปัจจุบันนับถือคริสต์ศาสนา นิกายโปรเตสแทนท์

แอม -นันทินีมาลานนท์ กลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม (YIY) เครือข่ายจิตอาสา(ศาสนาพุทธ)

นภา - นภา ธรรมทรงศนะ สาวนักออกแบบวัย 23 ปี ปัจจุบันทำงานที่สถาบันไทยรูรัลเนท (TRN) เครือข่ายจิตอาสา (ศาสนาพุทธ)

นิ้ง- พรรัตน์ วชิราชัย สถาบันไทยรูรัลเนท(TRN)เครือข่ายจิตอาสา(ศาสนาพุทธ)

หญิง ธิติมา อุรพีพัฒนพงศ์ สถาบันไทยรูรัลเนท(TRN)เครือข่ายจิตอาสา(ศาสนาพุทธ)

(ผู้จัดวงคุยต้องขออภัย ณ ที่นี้ที่ไม่สามารถหาเพื่อนศาสนิกชนอื่นๆ มาร่วมอย่างหลากหลายได้)

การให้ ในแต่ละศาสนา


นิ้ง : อยากจะชวนคุยในเรื่องหลักธรรม การให้ในแต่ละศาสนา เพื่อเป็นการเรียนรู้หลักการและการนำไปปฏิบัติของแต่ละที่ว่าเป็นอย่างไร

แบ๋น: อิสลามที่พูดเรื่องการให้ คือ ซะกาต ซะกาตมีความหมายหลายอย่างค่ะ เป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม ในศาสนาอิสลามมีเรื่อง ความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ หลักคือเชื่อในอัลเลาะห์ และมีหลักปฏิบัติศักดิ์สิทธิ์ซึ่งซะกาตเป็นหนึ่งในหลักปฏิบัตินั้น โดยซะกาตนี้แม้แต่คนจนก็สามารถทำได้ โดยอาจให้ข้าวสารหนึ่งกำมือที่คุณปลูก หรือให้ความรู้ หรือแม้แต่การสำรวมก็ถือการให้อย่างหนึ่ง

การให้ในอิสลามไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะเงิน มีหลากหลายแบบ ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการให้ความรู้ เช่น กลุ่มดะวะที่จะออกเดินทางไปที่ต่างๆ เพื่อให้ความรู้ด้านศาสนา แต่การให้ความรู้ในที่นี้ไม่ได้จำกัดแค่ให้ความรู้ด้านศาสนาอย่างเดียว

นอกจากนี้ชาวอิสลามมีหน้าที่ในฐานะชุมชนคือ อำนวยความเป็นธรรม ในฐานะตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า การให้ต่างๆ คือการทำให้สังคมเป็นธรรมมากขึ้นเหมือนเป็นการจัดสรรสิ่งที่ผู้อื่นไม่มีให้ผู้อื่นด้วย

สมมุติมุสลิมคนหนึ่งเห็นว่ามีสุนัขตัวหนึ่งกำลังหิวน้ำ แต่สุนัขและสุกรถือเป็นสัตว์ที่ศาสนาเราเลี้ยงไม่ได้ เราสามารถเอาหมวก รองเท้าของเรา ตักน้ำให้เขาได้ แม้ว่าสัตว์เหล่านั้นจะไม่อนุญาตให้เราเลี้ยง แต่การช่วยเหลือเกิดขึ้นได้

พนกวิน: สำหรับตัวเองเป็นชาวคริสต์โปรเตสแตนต์นะคะ หลักสอนของ คริสต์เตียนคือเรื่อง ความรัก คริสต์สอนให้เราเรียนรู้ว่า พระเจ้ารักเราและเราก็รักพระเจ้า เมื่อเรารักใครซักคน เราก็จะทำสิ่งที่ดีๆ ให้คนที่เรารัก พระเจ้าเหมือนพ่อแม่เรา ถ้าเราเป็นคนดี เราก็เหมือนเป็นพระฉายของพระองค์ เราดำรงชีวิตในนามของพระเจ้า พระเจ้าแสดงความรักกับเราด้วยการตายเพื่อไถ่บาปแทนเรา เราเป็นมนุษย์ซึ่งมีพื้นฐานที่เป็นคนบาป เป็นบุคคลที่ไม่น่าเป็นที่รัก แต่พระเจ้าก็ยังสามารถรักเราได้และมาตายเพื่อไถ่บาปให้เรา ทำให้เราเห็นว่าความรักของพระเจ้าเป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข ฉะนั้นการให้ของเราก็จะตามมาเอง

ในคัมภีร์จะสอนให้รักเพื่อนมนุษย์ แม้ว่าเขาจะไม่รักเราหรือเป็นบุคคลที่สมควรเกลียดที่สุด เราก็สามารถรักเขาได้ เพราะพระเจ้ายังสามารถรักเราซึ่งเป็นคนบาปได้ ทำไมเราจะรักคนอื่นไม่ได้ เมื่อเรารักคนอื่นได้ สิ่งดีๆ การให้อื่นๆ ก็จะตามมา
คริสต์มีหลักสอนเรื่องการให้คือ แบ่งปัน แบ่งปันไม่ใช่การให้ แต่คือ share หมายถึง เราไม่ได้สูญเสีย แต่เราแบ่งปันสิ่งที่มีให้พี่น้อง และคนทุกคนเป็นดั่งพี่น้องของเรา


อีกหลักคือ หลัก 10 ลด ที่สอนให้เราตระหนักว่าพระเจ้ารักเราและประทานสิ่งต่างๆ ให้เรา เราก็จะต้องแผ่ไปให้พี่น้องชาวโลกอื่นๆ ให้เขาได้รู้จักความรัก คริสต์ไม่ได้กำหนดว่าควรช่วยเฉพาะใคร


ในประวัติศาสตร์ ชาวคริสต์จะไปทุกๆ ที่เพื่อเผยแผ่ศาสนา เราอยากให้คนอื่นๆ รักพระเจ้า เช่นเดียวกับเราที่ได้พบเจอสิ่งดีๆ เมื่อพบพระเจ้า โดยที่เราจะแสดงความดี ความรัก ผ่านกาย วาจา ใจ ของเรา ถ้าเขาเห็นและเชื่อก็นำไปเป็นหลักปฏิบัติ และสามารถช่วยเหลือคนอื่นไปเรื่อยๆ

หญิง : เห็นว่าคริสต์มีงานอาสาสมัครให้เห็น อยากรู้ว่ามีหลักศาสนาที่บอกศาสนิกชนไหม?

เพนกวิน: ความจริงมีหลักเดียว คือ ความรัก เวลาเราเข้าไปในสังคมคริสต์เขาจะปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นพี่น้อง สังคมแบบนั้นทำให้เกิดงานอาสาโดยอัตโนมัติ การทำงานส่วนกลางจึงเป็นเรื่องปกติ

คริสต์มีคำสอนอันหนึ่งว่า ทุกหน้าที่ทุกอาชีพมีความสำคัญเท่าๆ กัน เพราะพระเจ้าไม่ได้ให้ทุกคนเป็นผู้นำ เป็นศาสดา แต่ทุกอาชีพต่างมีความสำคัญ ไม่ว่าคนล้างห้องน้ำ กวาดโบสถ์ ทุกหน้าที่ต่างเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า ทำให้เราไม่ดูถูกคนอื่น และมองเห็นความหมายของงานนั้นๆ ทุกคนพร้อมที่จะเวียนกันทำงาน และได้ฝึกเด็กๆ ด้วย เด็กๆ เองก็รู้ว่าการที่เขาเก็บขยะ ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ไม่ได้ด้อยค่า การทำงานเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เขารู้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ถ้าไม่มีเขาโลกก็จะไม่สะอาด คนอื่นก็ช่วยเขา ฉะนั้นทุกคนช่วยกัน

ที : ผมเป็นตัวแทนพุทธ แต่พูดตรงๆ นะครับ ไม่ได้ทราบอะไรมากกับศาสนาพุทธ ที่ทำงานอาสาสมัครที่สวนโมกข์ ตัดเรื่องศาสนาไป ผมคิดว่าเราเกิดมาก็เท่านั้น เกิดแล้วก็ตาย ไร้ค่ากับการอยู่ไปวันๆ ชีวิตที่มีอยู่ตอนนี้เราจะเลือกใช้ชีวิตอย่างไร แยกได้คราวๆ คือ เพื่อตัวเอง หรือ เพื่อคนอื่น ถ้าอยู่เพื่อตัวเอง คิดว่าชีวิตเราไม่มีสาระอะไร หากตายไปมันก็ไม่เกิดผลอะไร แต่ถ้าได้ทำเพื่อคนอื่นก็น่าจะมีประโยชน์กว่า

นิ้ง: ถ้าอย่างนั้น อยากจะชวนแนนที่เรียนมาด้านนี้พูดเรื่องศาสนาพุทธหน่อย

แนน : สำหรับแนนเท่าที่เรียนมา ทางพุทธ การให้ คือ ทาน แบ่งได้เป็นทานแบบต่างๆ ตั้งแต่ การให้เงิน การให้ความรู้ การให้ร่างกาย คล้ายของคริสต์กับอิสลาม แต่ทานของเราไม่ได้เป็นศีลปฏิบัติ ทุกคนทำทานแล้วแต่ใจอยากจะทำ ไม่ได้เป็นข้อบังคับ แต่พุทธบอกว่าทำทานแล้วส่งผลอะไร เช่น ให้ดอกไม้ ชาติหน้าจะหน้าตาสวย สิ่งเหล่านี้เป็นผลของกรรม หรือช่วยผ่อนผันกรรมในชาตินี้

ให้! แท้จริงเราให้ใคร?

เพนกวิน : อยากรู้เรื่องกรรมเป็นเรื่องจริงที่เขียนในตำราหรือว่าเป็นความเชื่อ?

แนน : บางส่วนจริง บางส่วนแต่งเพื่อให้คนทำตาม มีหนังสือที่เป็นวิชาการด้วยที่พูดเรื่องผลของกรรม แต่ก็มีบางส่วนที่แต่งขึ้นเพื่อให้คนอยากทำบุญ ทำดี แต่สร้างผลขึ้นมาเพื่อจูงใจ

วัตถุประสงค์ของการให้ การแบ่งปัน ส่งผลกับกรรมของเราด้วย ถ้าเกิดมาเราไม่เคยให้ใคร เราก็จะไม่เคยรับ เพียงแต่ใช้บุญของชาติที่แล้วเท่านั้น หากบุญหมดไป ชาติหน้าเราอาจะเกิดเป็นสัตว์หรืออย่างอื่น

ที : ถ้าอย่างนั้นก็เป็นการทำดีเพื่อชาติหน้า?

แนน: ค่ะ บางคนทำเพื่อชาติหน้า แต่ถ้าคนไม่ได้คิดชาติหน้าก็เพื่อเข้าสู่นิพพาน

นิ้ง : เคยได้ยินหลวงพี่ไพศาลท่านกล่าวว่า การทำบุญคือการทำจิตให้เป็นกุศล ถ้าเราให้ด้วยจิตที่ไม่เป็นกุศลทำไปเราก็ไม่ได้อะไร อันนี้เป็นหลักโดยกว้างของการให้ และท่านก็ทำเรื่อง ฉลาดทำบุญ ซึ่งบอกว่าบุญมีหลายประเภทเหมือนที่แนนพูดเมื่อกี้ ว่าให้ทานมันทำได้มากกว่าการเอาเงินไปหยอดกล่อง

พนกวิน : ชอบมีคนพูดว่า ทำทานได้บุญน้อยกว่า ทำบุญ เรารู้สึกไม่ชอบที่บอกว่าการบริจาคโลหิต ให้เงินเด็กกำพร้าได้บุญน้อยกว่าให้พระ เรารู้สึกขัดแย้งว่าทำไมถึงสอนแบบนั้น มันเป็นคำสอนจริงๆ หรือเพียงแต่เป็นแค่คำสอนให้ทำบุญกับพระ

แนน : เท่าที่เข้าใจ ทาน คือ การให้ การบริจาค ส่วน บุญ คือการกระทำทุกอย่างที่ก่อให้เกิดกุศล ทานเป็นซับเซตย่อยของบุญ แล้วที่บอกว่าทำบุญได้บุญมากกว่าทาน ก็ใช่ เพราะว่าคนเราเกิดมาด้วยบุญที่ต่างกัน คนที่บวชในชาตินี้ก็เพราะเป็นคนที่ทำบุญในระดับหนึ่งจึงสามารถบวชได้ พระสงฆ์เองเป็นบุคคลที่ถือศีลมากกว่าเรา การทำบุญกับคนที่มีบุญบารมีมากกว่าย่อมมีผลมากกว่า

นิ้ง: ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นกุศโลบายมากกว่า การไปทำบุญกับพระก็เพื่อให้เราเข้าหาผู้ที่ฝึกปฏิบัติ นอกจากไปทำบุญบำรุงศาสนา เราจะได้พูดคุยกับพระ ได้ปัญญาจากท่าน การทำทานได้ในเชิงการเป็นมนุษย์ แต่การทำบุญคือการเข้าใกล้ผู้ที่ฝึกปฏิบัติ เข้าใกล้ปัญญา

หญิง : ถ้าอย่างนั้นแต่ละศาสนาก็คล้ายกันที่ทำบุญเพื่อโลกหน้า?

เพนกวิน : ขอแลกเปลี่ยนจากการไปฟังสัมมนาเรื่อง วัฒนธรรมความตาย และวาระสุดท้ายของชีวิต พระไพศาลบอกว่าเรื่องของโลกหน้าเป็นกุศโลบายในการดำรงชีวิต พุทธเชื่อว่าทำดีเพื่อชาติหน้าที่ดีกว่า อิสลาม คริสต์ก็เชื่อว่าทำดีเพื่อเป็นหนทางไปสู่ดินแดนของพระเจ้า ฉะนั้นคนสมัยโบราณจะไม่กลัวความตาย ความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน และทำให้คนในสังคมทำดีโดยมีจุดหมายปลายทาง แต่คนสมัยนี้ค่านิยมเปลี่ยนไป เรากลัวความตาย ความตายพรากความสุขของเราไป ทุกวันนี้เราจึงเสพมากขึ้นเพื่อความสุขตอนนี้ โดยลืมจุดมุ่งหมายของชีวิตที่ดีกว่า ลืมนึกถึงคนอื่น เอามากกว่าให้ มากกว่าแบ่งปัน กลายเป็นสังคมบริโภคนิยมมากขึ้น อยากสวย หุ่นดี อยากกินของดีๆ อยากอยู่บ้านดีๆ โดยลืมไปว่าเมื่อเราเกิด เราก็ต้องตาย

แนน : ได้ยินว่าของอิสลามก็มีเช่นกัน เราทำทาน ทำบุญ เพื่อวันตัดสิน

แบ๋น : คนเราตายเวลาต่างกัน เราต่างรอวันพิพากษา อิสลามจะแบ่งชีวิตเป็น 3 ส่วน ชีวิตในโลกนี้ ชีวิตในหลุมฟังศพ และวันพิพากษา ชีวิตในหลุมฝังศพสำคัญมาก ในพระคัมภีร์บอกว่าถ้าเราไม่เป็นคนดีจะนอนในหลุมยากลำบาก แต่คนที่เป็นคนดีจะนอนอย่างสบาย


พี่เห็นด้วยกับเพนกวิน ทัศนะของคนในศาสนาเกี่ยวกับเวลามันเปลี่ยนไป แต่ก่อนเรารอโลกหน้าซึ่งมันไกล แต่เราก็พร้อมจะทำ พี่แบ๋นเข้าใจว่า Globalization และ Communication ทำให้เราเห็นว่ามีเวลาน้อยและมีเพียงเท่านี้ เราไม่คาดหวังอะไรไกลๆ แม้แต่มุสลิมเราเองก็เริ่มสะสมทรัพย์มากขึ้น เรามองว่าโลกหน้ามันไกลมากและไม่อดทนพอที่จะทำความดี

เพนกวิน : คนอยากให้กรรมติดจรวด ทำดีแล้วเห็นผลเลย แต่พอไม่เห็นก็รู้สึกว่าไม่มีความหมาย ให้แล้วไม่ได้อะไรกลับมา

นิ้ง : ส่วนตัวแม้จะเป็นคนพุทธ แต่ก่ำกึ่งระหว่างเชื่อกับไม่เชื่อเรื่องบุญกรรม เพราะว่าเราถูกบ่มเพาะมาจากพ่อแม่ แต่พออ่านหนังสือเรื่องกรรมเรื่องชาตินี้ชาติหน้ารู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อถือ เรารู้สึกคนสมัยนี้น่าจะคล้ายๆ กัน คือ เราไม่ได้เชื่อเต็มที่ว่าชาติหน้ามันจะมี แต่รู้สึกได้ว่าการกระทำในชาตินี้มันก็เห็นผล เราเชื่อในหลักที่อิงวิทยาศาสตร์ที่ว่าเมื่อเราคิดไม่ดีก็จะพูดไม่ดีและทำจะไม่ดี กรรมในความหมายของเราจึงอยู่ในระยะสั้น คือ ขณะนี้ แต่ไม่ได้คิดถึงชาติหน้า

ที : ตามที่พี่พูดเมื่อกี้ ผมก็เป็นเหมือนกัน คือ เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง อิงหลักวิทยาศาสตร์มากกว่า จริงๆ ผมไม่ได้เป็นชาวพุทธเต็มตัว ไม่ได้เป็นอะไรซักอย่าง ผมเห็นว่าศาสนาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ประเพณี กับ หลักปรัชญา คิดว่าฝั่งประเพณีเป็นกุศโลบาย ไม่ได้คิดว่ามันไม่ดี แต่ผมสนใจในเรื่องแก่นศาสนาและปรัชญามากกว่า


สำหรับผมเห็นว่าการทำดีช่วยผมในเรื่องการทิ้ง อัตตา หรืออีโก้ คือ การคิดให้พ้นจากตัวเอง อย่างในพุทธเถรวาทบอกให้ถวายดอกไม้หรือเวียนเทียน มันเป็นกุศโลบายเพื่อให้เข้าถึงแก่นของพุทธ เช่น การละทิ้งตัวตน ตัวกูของกู มันเป็นเหมือนเรือที่พาเราไปสู่จุดหมาย แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่ควรไปยึดติดกับเรือ

ปรัชญาอาจจะเป็นจุดหมายปลายทาง เราอาจจะลงเรือคนละลำ ไปคนละทาง นับถือคนละศาสนา แต่จุดหมายก็คือจุดเดียวกัน

เพนกวิน : จริงๆ แบบฟอร์มต่างๆ เช่น ดอกไม้ ธูปมีความหมายนะ แต่ทุกคนมัวแต่กังวลว่าต้องจุดธูปเท่าไหร่อย่างไร จนลืมความหมายของมันหมด ฉะนั้นแม้แต่เรือ มันก็มีแก่นปรัชญาของมัน

หญิง : การให้แต่ละอัน บอกให้ทำดีเพื่อลดอัตตา ทำดีเพื่อให้ตัวเองมีความสุขในโลกหน้า มันคือการทำดีเพื่อตัวเองหรือเปล่า?

แบ๋น สำหรับอิสลามเวลาที่เราทำความดีหรือให้จะมี การเนียต หรือ การตั้งเจตนาของเรา พระเจ้าจะเป็นคนดูว่าท่านจะตอบรับการให้ของเราหรือไม่จากสิ่งนี้ เวลาที่เราทำความดีอะไรซักอย่างหนึ่ง เราอยากได้รับการตอบแทนจากพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว เราจะไม่คาดหวังให้ใครตอบแทนเรา เพราะเราเห็นว่าผลประโยชน์ในโลกนี้มันแค่มันแค่นี้ แต่โลกหน้าไม่ยั่งยืน อัลเลาะห์จะดูเจตนาของเราว่าเป็นอย่างไร

พี่แบ๋นโตมาในครอบครัวอิสลามทั้งคุณพ่อคุณแม่ โตมาในสุเหร่ามัสยิด แต่ในฐานะที่เรียนโรงเรียนราชินีซึ่งเป็นโรงเรียนพุทธ และเรียนรัฐศาสตร์ พี่แบ๋นนับถือศาสนาในฐานะปรัชญา เวลาที่เราคิดว่า ความดี คืออะไร ความงาม คืออะไร อะไรที่เราต้องการ

พี่เป็นคนที่ศรัทธามาก เชื่อว่ามีโลกหน้า แม้จะเคยตั้งคำถาม แต่ก็ยังเชื่อ เพราะพี่รู้สึกว่ามันทำให้พี่รู้สึกมีความหวังในการทำนู้นทำนี่ คือการเนียตให้พระเจ้าเท่านั้น ดีหรือไม่ดีในโลกนี้ช่างมัน เพราะเป็นหลักที่พี่ยึดแล้วสบายใจมีแรงที่จะทำสิ่งต่างๆ จึงเลิกที่จะตั้งคำถาม เช่น มีพระเจ้าไหม มีโลกหน้าไหม เพราะเราจะเชื่อว่ามันมีพระเจ้า พี่รู้สึกว่านี่แหละคือ ความดี ความงาม และจุดหมายในชีวิต

เพนกวิน : เห็นด้วย ส่วนตัวในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เห็นว่าตัวเองอ่อนแอ เราต้องมีความเชื่ออย่างหนึ่งอย่างสุดจิตสุดใจว่าเรามีพระเจ้า พระเจ้ารักเรา เราก็รักท่าน มันทำให้เกิดความมั่นคงในทางอารมณ์และความคิด

ตอบคำถามที่ว่า มันเป็นการทำให้ตัวเองหรือเปล่า คือ เราทำให้พระเจ้า เราทำให้ตัวเองหรือเปล่า สำหรับพี่ พี่ทำให้คนที่เรารักและรักเรา เหมือนคริสต์ทำอะไรสำเร็จจะถวายพระพรพระเจ้า เพราะถือว่าเราทำสำเร็จเพราะพระองค์ช่วย ชีวิตที่ผ่านมาพี่ไม่รู้สึกว่าทำสำเร็จด้วยตัวเองเลย เราอธิษฐานและพระเจ้าก็ให้อันไหนที่ไม่ได้ก็เพราะมีเหตุผลต่างๆ การเชื่ออย่างนี้ทำให้พี่มีความมั่นคงในแนวคิดและชีวิต และไม่ตั้งคำถามกับชีวิตว่ามันดีหรือร้าย เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ความกลัวจะน้อยลงเพราะรู้สึกมีคนปกป้องเรา อย่างอื่นในชีวิตเราสามารถตั้งคำถามได้ เพราะคริสต์สอนว่าอย่ายึดมั่นในตัวคน คนเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ แต่อย่าท้อถอยในความรักของพระเจ้า มันนำไปสู่ความสุข ความหวัง ทำให้อุปสรรคดูเล็กลง ทุกอย่างมั่งคงขึ้น

นภา : ทางพุทธแบ่งประโยชน์ของการทำดีไว้ 3 อย่าง ประโยชน์ในโลกนี้คือสิ่งที่เห็นง่ายๆ อย่างมีกิน มีใช้ ครอบครัวอบอุ่น, ประโยชน์ในโลกหน้า และ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ การบรรลุธรรม นิพพาน

ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้ทำดีอันนั้นอันนี้เพื่อชาติหน้าอย่างเดียว แต่สอนให้ทำดีเพื่อประโยชน์ 3 อย่าง ในสมัยก่อนคนอาจจะสนใจเรื่องชาตินี้ชาติหน้ากันเยอะเพราะมันเป็นกุศโลบาย

หญิง : แล้วคนที่มาทำอาสาเขาทำเพราะอยากทำบุญด้วยหรือเปล่า?

เพนกวิน : ก็มีนะ อาจด้วยเขาไม่มั่นใจในวัด เห็นเปลือกเยอะ จึงทำบุญด้วยการทำงานให้ เช่น กลุ่มตัวเองเมื่อก่อนทำบุญ แต่หลังๆ เปลี่ยนมาเป็นทำความสะอาดให้วัด ส่วนใครอยากบริจาคเงินก็บริจาคไป การทำงานอาสามันเห็นประโยชน์ชัด โดยไม่ต้องเกิดคำถามว่าวัดนี้ดีไหม พระดีหรือเปล่า ถ้ากลับไปด้วยความตะขิดตะขวงใจมันก็ไม่ดี เลยหันมาทำความสะอาดวัด สร้างกุฏิวัด หลายๆ คนที่มาร่วมโครงการ ฉลาดทำบุญ ก็บอกว่ามาทำอาสาแล้วได้บุญด้วย สนุกด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นคนวัยกลางคน

นิ้ง เราว่าการทำดีแล้วได้บุญมันเป็นรากของคนไทยด้วย คนที่ทำบุญด้วยงานอาสาสมัครมีความคิดของตัวเอง แต่คนรุ่นใหม่คิดเรื่องบุญน้อยลง แต่คิดถึงผลกระทบทางสังคมมากกว่า เราว่าความคิดมันเป็นไปตามวัยและรุ่นของคนด้วย

ยึดถือ หรือ ปล่อยวาง

นิ้ง : สำหรับทางพุทธไม่มีคนให้ยึด แต่ให้ยึดตัวเอง เพิ่งเข้าใจตอนฝึกปฏิบัติกับหมู่บ้านพลัมว่าพระพุทธเจ้าก็คือบุคคลที่อยู่ในตัวเรา เป็นปัญญา เป็นความเข้าใจ ที่ผ่านมาเราเข้าใจว่าพระพุทธเจ้า คือ คนอินเดียที่ตรัสรู้ เมื่อ 2,600 ปีก่อนซึ่งเราไม่รู้จัก มันดูห่างไกลกับเรามาก แต่เมื่อเรียนรู้ใหม่ก็พบว่า มันคือการสืบต่อคำสอน แต่ไม่ได้ยึดกับตัวท่าน ฉะนั้นพุทธเจ้าก็อยู่ในตัวเรา แต่เราไม่รู้สึกถูกเฝ้ามองโดยพระเจ้าเหมือนพี่เพนหรือพี่แบ๋น

นภา : เราไม่ได้รู้สึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเรา แต่เป็นความจริง เป็นหลักคำสอนมากกว่า ถ้าเราบ้าคลั่ง จิตตก ไม่สามารถกลับมาพึ่งตัวเองได้ เราไม่รู้ เราต้องออกไปหาความจริงที่พระพุทธเจ้าสอน

แบ๋น : ถ้าเราไม่มองศาสนาเป็นหลักปรัชญา แต่ยึดมั่นในใครสักคนหนึ่งก็จะกลายเป็นการมองศาสนาไปที่ศาสดาไป

พนกวิน : พี่รู้สึกว่าบางครั้งเราก็ยึดติดกับบางสิ่งบางอย่างเกินไป เช่น ชาวคริสต์บางกลุ่มที่ไม่ชอบดาวินชี่โค้ดในตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้มีประเด็นที่ว่า เรามัวแต่คิดว่า ถ้าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้า ความศรัทธาจะน้อยลง คำสอนจะด้อยค่า ตอนที่ทอมแฮ้ง ตกไปในบ่อน้ำ เขาอธิษฐานจนเกิดความหวัง นั้นคือ ความเชื่อ ความเชื่อ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ มีชีวิตอยู่ได้ พี่รู้สึกว่าไม่ว่าพระเจ้าจะเคยมีลูกหรืออะไรก็ตาม นั้นไม่ได้ทำให้คำสอนของท่านเปลี่ยนแปลงเหมือนความเชื่อของเราไม่ควรเปลี่ยนไปกับจตุคามรุ่นไหน ถ้าเรายังเชื่อในแก่น เราก็จะไม่สั่นคลอนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม



แบ๋น : อิสลามก็เหมือนกัน ไม่มีใครรู้ว่าพระอัลเลาะห์หน้าตาเป็นอย่างไร เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มีเพศหรือเปล่าเป็นสสารหรือเป็นแสง อัลเลาะห์เองก็ห้ามจินตนการ ไม่เช่นนั้นจะมีคนแขวนท่านไว้ที่คอเต็มไปหมด ท่านนบีมุฮัมมัดก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีคนพบท่านก็ไม่มีใครสเก็ตภาพท่านออกมา


อุปสรรคของ การให้ อยู่ที่ไหน?

หญิง : ตอนนี้เหมือนศาสนาสนับสนุนให้มีการให้ การทำความดี แต่มีบ้างไหมที่ศาสนาเป็นอุปสรรค?

แบ๋น : สำหรับหลักใหญ่ๆ ในแต่ละศาสนาน่าจะคล้ายกัน คือ ถือเจตนาเป็นสำคัญ หากมีข้อจำกัด คือ วิธีการให้ หนึ่งให้โดยมีเจตนาอย่างไร สองให้อะไร

ข้อบังคับ ได้แก่ ให้เงินที่มาจากเหล้า บุหรี่ไม่ได้ แม้แต่รับก็ยังไม่ได้เลย รวมทั้งวิธีการให้ว่าควรเป็นแบบไหน เป็นหลักการกว้างๆ ให้เราพิจารณาเอาเอง แต่จะบาปหรือไม่บาปพระเจ้าจะเป็นผู้ตัดสิน

นอกจากนี้ในเรื่องของ ซะกาต คือการบริจาคทานนั้น มุสลิมบางคนก็ตีความว่าให้ได้เฉพาะกับคนมุสลิมด้วยกันเท่านั้น บางคนตีความว่าให้ได้เฉพาะกับมุสลิมนิกายตัวเองเท่านั้น พอมีสงครามที่เลบานอน คุณก็ให้ความช่วยเหลือชาวมุสลิมที่นั้นไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้อยู่นิกายเดียวกัน อย่างนี้เป็นการตีความใจแคบ ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าอัลเลาะห์ทรงมีความเมตตามาก แต่เราก็ตีความใจแคบเสียเอง

พี่นับถือศาสนาอิสลามในฐานะปรัชญาดำเนินชีวิต ไม่ได้กอดพระคัมภีร์โดยไม่คิดเอง เพราะพี่เชื่อว่าการทำแบบนั้นไม่ได้เป็นการเคารพศาสนาจริงๆ เท่าที่พี่เห็นตัวอย่างจากคนศาสนาเดียวกันรู้สึกว่ามันแคบ การให้ของเราควรกว้างกว่านั้น บางคนบอกว่าการตั้งคำถามกับอัลกุรอานเป็นสิ่งที่ผิด เราไม่มีสิทธิที่จะตั้งคำถามเพราะเป็นคำสั่งของพระเจ้า แต่พี่คิดว่าการตั้งคำถามทำให้เราเข้าใจพระคัมภีร์มากขึ้น เราหาเอกสารมาอ่านมากขึ้น ใคร่ครวญกับมันมากขึ้น

นิ้ง : คิดว่า มันเหมือนที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์กล่าวว่า พระไตรปิฏกเขียนขึ้นมาเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว มันไม่ได้สมสมัย เราควรปรับเปลี่ยนไปตามตามเวลา ถ้ามองกลับในเชิงของท่านนบีมุฮัมมัด ยุคนั้นสังคมท่านอาจมีแต่ชาวมุสลิม ท่านจึงเขียนเพียงเท่านั้น แต่ความเมตตาของพระอัลเลาะห์ก็คือความเมตตาต่อสรรพสัตว์ คิดว่าในแก่นเหมือนกัน แต่บริบทต่างกัน หลักปฏิบัติจึงไม่เหมือนกัน เมื่อเวลามันเปลี่ยน บทบัญญัติก็ไม่ได้สมสมัยเหมือนหลายพันปีที่แล้ว ซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาในทุกๆ ศาสนา แม้แต่พุทธเอง

เพนกวิน : ตอบคำถามหญิงว่ามันเป็นอุปสรรคไหม มันไม่เป็นอุปสรรคเลย เวลาเราทำงานอาสาหรือทำอะไรให้ใครมันเหมือนได้ปลูกความรักตลอดเวลา ตัวเองเชื่อว่าโลกผ่านมานานมาก เราไม่รู้ว่าความจริงแท้คืออะไร ตัวเราเองเรียนพุทธมาตั้งนาน แต่ก็เปลี่ยนไปเป็นมาจนตอนนี้ไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง คนเขียนเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ

คริสต์มีคำสอนว่า อย่าตัดสินพี่น้อง เพราะคุณรู้เขาแค่ด้านเดียว อ่านหนังสือเล่มเดียว คุณตัดสินเพียงข้อมูลแค่นี้ คุณไม่รู้ระหว่างทาง ฉะนั้นไม่มีสิทธิว่าเขาไม่ดี แค่คิดก็บาปแล้ว ฉะนั้นความเชื่อ ปรัชญาต่างๆ อาจไม่ถูก แต่เราให้โอกาสให้เขาแสดงให้เขาพูดสิ่งที่เขาเชื่อ อย่าไปคิดว่าของเขาไม่ดี ของเราดี

ในทางกลับกันตอนที่เป็นพุทธรู้สึกตัวเองใจแคบกว่านี้ ไม่ใช่ใจแคบ แต่เข้ากับคนอื่นยาก ไม่กล้าแสดงความรัก เหมือนคนไทยส่วนใหญ่ เวลาจะทำอะไรดีจะอาย ถ้าไม่ใช่ถึงจุดที่ต้องทำก็ไม่ทำ แต่พอเป็นคริสต์ การแสดงความรักเป็นสิ่งดี ควรจะบอกแม่ว่ารัก บอกรักเพื่อน ทำให้ตัวเองเปิดขึ้น ยอมรับคนอื่นมากขึ้น ให้มากขึ้น ลดอัตตาตัวเอง

ทำไม???


แอม : ขอออกตัวว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องศาสนา ไม่เคยศึกษา แต่มีความสนใจในเชิงจิตวิญญาณ ปรัชญาอยู่บ้าง มีความรู้สึกว่าศาสนาไม่ใช่เรื่องบริสุทธิ์เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคม มันถูก Localize ด้วยคน ด้วยวิธีปฏิบัติ วัฒนธรรม

เราเองมีปัญหากับศาสนาพุทธ เวลาที่พุทธที่บอกให้พุทธศาสนิกชินที่ดีต้องปฏิบัติธรรมหรือทำพิธีกรรม ถ้าคนที่บอกไม่มีความเข้าใจในตัวเอง แล้วสิ่งยึดเหนี่ยวข้างนอก ไม่เข้าใจว่ามันไปด้วยกันอย่างไร สิ่งที่เขาทำมันดีจริงๆ หรือ? เรารู้สึกว่าศาสนาที่เราได้ยินตอนนี้มันไม่ลึกซึ้งพอที่จะปฏิบัติตาม

นภา : ผู้ปฏิบัติธรรมในความหมายของแอม เขาอาจจะไปวิปัสสนา นุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่เขาก็เป็นเหมือนเราที่ยังโง่อยู่ แม้ว่าเขาได้ประกาศเจตนารมณ์ออกมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นเหมือนพุทธเจ้าได้

คิดว่าสุดท้ายจะเหมือนที่ท่านพุทธทาสบอกว่า เราจะมีศาสนาเดียวคือ ศาสนาของเหตุผล พุทธเองกว่าจะผ่าเปลือกเข้าไปถึงแก่นก็เหนื่อย ตอนนี้มันยากที่จะบอกว่าเราเป็นพุทธ เพราะเราก็ไม่อยากนับถือศาสนาเหมือนกับคนที่นับถือจตุคามอย่างบ้าคลั่ง แต่เราก็ยังเชื่อในแก่นของพุทธ

เพนกวิน : มันมีทางหลายทางที่จะเดิน เป้าหมาย และความเข้าใจในเป้าหมายก็ต่างกัน คนเป็นตัวแปรหลักในการทำหรือไม่ทำคำสอนนั้น เป็นคนหนึ่งที่เคยคิดและรู้สึกอย่างแอม เคยเป็นคนพุทธที่ไม่สามารถที่จะนำศาสนามาใช้ได้ คือ ไหว้พระ จุดธูป แต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้สึก ไม่สัมผัส แต่พอมาพบพระเจ้าแล้วมันเข้าใจ รู้สึกดี มีความสุข เหมือนที่บอกว่าคัมภีร์เล่มเดียวกันคนเข้าใจไม่เหมือนกัน เราเองก็เป็นคริสเตียนที่ไม่ได้เข้าโบสถ์ทุกอาทิตย์ แต่เรารู้สึกว่ามันโอเค ไม่รัดเกินไป สำหรับเรามันเป็นหลักยึด คริสต์จะบอกให้อธิษฐานตลอดไม่ว่าเล็กๆ น้อยๆ ยืนรอรถเมล์ก็อธิษฐาน คิดดูอีกทีมันก็เหมือนทางพุทธที่บอกว่าหายใจเข้า หายใจออก มีสติรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพียงแต่เรามีจริตที่ชอบอันไหนก็ทำแบบนั้น

แอม : เราเห็นว่าศาสนาอื่นเช่นคริสต์ อิสลามมันวิถีมีอยู่ในชีวิตประจำวัน และคนก็มีคำอธิบายให้กับชีวิตตัวเอง แต่คนที่เกิดมาในสังคมที่เป็นพุทธอาจจะโชคร้ายกว่า เพราะมีความอิหลักอิเหลื่อในการยึดถือเยอะ ทำให้เราไม่สามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจ แต่เราคิดว่าเครื่องมือหลายอย่างของพุทธที่มีประโยชน์ แต่เราไม่อยากเชื่ออย่างเป็นนกแก้วนกขุนทองโดยที่ไม่มีอยู่วิถีชีวิตประจำวัน



หากถึงบรรทัดนี้ การให้ และ ศาสนา อาจจะเป็นคนละเรื่องในเรื่องเดียวกัน บางครั้งเราตั้งคำถามกับการให้ บางคราเราตั้งคำถามกับศาสนา แต่หากเรามีความมีความเข้าใจและมั่นคงภายในแล้วไซร้ เชื่อว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในศาสนาไหน หรือมีศาสนาหรือไม่ เราล้วนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน

2007/Aug/11

เอกสารประกอบงานเสวนาเรื่อง ขนมเด็กไม่ใช่เรื่องเด็กๆ เมื่อทุนนิยมแปลงร่างเป็นภัยหวาน จ้องเล่นงานเด็ก

โดย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Download PDF here >> http://www.samefamily.net/Portals/26/sweet.pdf

or

http://www.4shared.com/file/21803740/2a6d70be/_online.html


edit @ 2007/08/11 11:55:08
edit @ 2007/08/12 23:06:33